บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:ร่วมกัน

เล่นหูเล่นตา:ร่วมกัน

09 มิ.ย. 2557

ร่วมกัน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
          ตีหนึ่งกว่าๆ ฉันได้กลิ่นกับข้าวจีนๆ ลอยเข้ามาแตะจมูก มันทำให้ท้องเริ่มร้อง ไม่รู้ว่าหิวหรืออยากกินกันแน่ มันคงจะดีถ้าเรามีเพื่อนบ้านที่สามารถเดินไปเคาะประตูแบ่งปันความอร่อยกันไปมาเหมือนที่บ้านแม่ เวลาแม่ทำแกงต่างๆ จะทำหม้อใหญ่แล้วตักแจกเพื่อนบ้านใกล้เคียง บางครั้งเพื่อนบ้านก็ซื้อขนมมาฝาก โดยเฉพาะบ้านพี่วรรณที่อยู่ตรงกันข้าม จนนับญาติกันไปนานแล้ว … 
 
          มันเป็นความต้องการหรือความจำเป็นก็ไม่รู้ที่ทำให้ฉันเลือกอาศัยอยู่ “คอนโด” ตึกสูงตระหง่าน โดดเดี่ยวและเงียบเหงา มีเพียง “ความอิสระ” ที่ฟังดูเป็นเหตุลผลหรือข้ออ้างให้ฉันเลือกที่จะอยู่แบบนี้ “อิสระ” ฉันอยู่กับมันแบบทั้งรักทั้งเกลียด … “รัก” ตรงที่มันทำให้ฉัน “แยกตัว” ออกจากปัญหามาขบคิดพิจารณาอยู่คนเดียว โดยไม่มีใครมาแทรกแซงหรือขัดแย้ง และบางที่ฉันก็ “หนีปัญหา” มาอยู่ตามลำพัง  โดยมีข้ออ้างที่ฟังแล้วดูดีคืออิสระ ไม่ได้กลัวการเผชิญหน้าสักหน่อย! 
 
          “เกลียด” ตรงที่มันทำให้ฉันอยู่กับตัวเอง ฟังแต่ตัวเองจนไม่เหลือพื้นที่ให้ใครแสดงความคิดเห็นที่ต่างออกไป ไม่มีใครมาคอยโต้เถียง ถกเถียง ที่สำคัญไม่ต้องทนอยู่กับใครหรืออะไรที่เราไม่ชอบ ต่างกับการอยู่บ้านแม่ รวมกันทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง หมูหมากาไก่ จะอยู่กันให้ได้ก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย มีปัญหาไม่พอใจกันเป็นระยะ ตามประสา “มากคนก็มากความ” แต่ทุกคนล้วนแต่เป็นสายเลือดเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน ปัญหาหลายอย่างคลี่คลายไปได้เองด้วยความรักความสามัคคีของคนในครอบครัว ปัญหาไหนแก้ได้ก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ก็ต้องอยู่และยอมรับมันให้ได้ ลงท้ายด้วยประโยคที่ว่า  ช่างมัน! … ยกให้มันสักคน นั่นแปลว่า “ยอม” หรือ “หยวน” (แบบที่เตี่ยสอน) ไม่มีใครเอาเหตุผลส่วนตัวเป็นใหญ่ เพราะต้องเห็นแก่ความสบายใจของพ่อแม่ พี่น้อง 
 
          ฉันชอบคำว่า “เห็นแก่ใครสักคน” นั่นแปลว่า เราใส่ใจ เอื้ออาทรต่อกัน ที่สำคัญเรา “ไม่เห็นแก่ตัว” เอาความคิดของตัวเป็นใหญ่ เราอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่แค่ความรักที่มีให้กัน แต่เพราะความต่างในกันและกันที่เรายอมรับมันได้ด้วย … ความรักในครอบครัวก่อตัวมาจากความรักของทุกคนในบ้านที่มีให้แก่กัน เห็นแก่กันมากกว่าตัวเอง หมั่นให้ความรักความเมตตาต่อกัน ความดีในตัวก็จะแข็งแรงกันทุกๆ คน ไม่ว่าปัญหาใดๆ ก็จะแก้ไขและคลี่คลายลงได้ …
 
          การแยกตัวอยู่คนเดียวลำพังอย่างอิสระนานๆ มันทำให้ฉันมีเวลาคิดค้นหาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันนานเข้าฉันก็จะกลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญแต่กับตัวเอง ไม่เหลือที่ๆ จะยอมรับและเข้าใจในคนอื่น โดยเฉพาะคนที่คิดแตกต่างไปจากฉัน ดังนั้นจึงต้องหาสมดุลย์ของการอยู่ให้เจอ โดยการไปบ้านแม่ เถียงกับแม่ ทะเลาะกับพี่น้อง แล้วก็กลับมาดี หรือไปหาเพื่อนฟังมันเพ้อ มันพูดในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ รับรู้ในอะไรที่ไม่ใช่เรา เรียกว่าออกไป “ยอมรับความแตกต่าง” ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแล้วถึงจะคบกันเป็นเพื่อนสนิทได้ บางทีคนละขั้ว แต่ต่างยอมรับความต่างของกันได้ ก็อยู่กันได้ เพราะมันคือชีวิต มีสุข มีทุกข์ เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ อย่างไม่ตีกรอบ ปล่อยและยอมรับมันไปเหมือนที่ธรรมชาติยอมรับมนุษย์ให้ได้อาศัยอยู่บนโลกนี้ เหมือนน้ำทะเลที่ยอมรับปลาและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล บางครั้งธรรมชาติก็แปรปรวน ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตรอดอยู่
 
          ไม่ว่าฉันจะรักอิสระหรือความเป็นส่วนตัวจนไม่ยอมมีลูกมีผัวแค่ไหน ฉันก็อยู่คอนโดได้ (แบบไม่ออกไปไหน) ไม่เกิน 2 วัน … มันจะเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง “เงียบสงบ” กับ “เงียบเหงา” แม้จะยืนอยู่บนระเบียงสูงมองเห็นตึกดูเงียบสงบ พระอาทิตย์สีสวยลับขอบฟ้า ไฟแห่งราตรีติดสว่างไปทั้งเมือง ดูไปดูมาสมองจะเริ่มเปลี้ย ง่อยจะแดรก เพราะเดินวนไปมาในพื้นที่แค่ 100 ตารางเมตร ไม่มีต้นไม้ ไม่มีคน ไม่มีสัตว์เลี้ยง เหมือนกับฉันเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เหลืออยู่บนโลก … 
 
          ไปบ้านแม่ดีกว่า ตอนนี้มีสมาชิกใหม่แวะมาเยี่ยมจากเชียงราย “เจ้าบุ้งกี๋” หมาพันธุ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ สีดำปี๋ อายุเดือนกว่า กำลังกิน กำลังนอน และกำลังป่วน ทำให้บรรยากาศของบ้านวุ่นนวายและแตกตื่นเป็นพักๆ ดีกว่าเงียบเหงาเป็นสุสานคนเป็น โดยมีแม่ฉันแต่งตัวสวยสวมชุดนอนเดินไปเดินมา สวมวิญญาณลั่นทมในช่วงไว้ทุกข์ 100 วัน ให้กับเตี่ยฉันที่ชุกซัวไปชิลๆ ด้วยวัย 80 ปี (นับจีน)  … 
 
          ตกเย็นทุกคนจะมารวมตัวกันอยู่ในครัว แม่ น้าสุก แป้ (น้องสะใภ้) พี่นก และ เหมียว (น้องสาว) จะง่วนกับการทำอาหารยิ่งกว่าร้านที่รับจัดโต๊ะจีน เกี้ยมอี๋และหมี หมา 2 แม่ลูกก็จะเดินวนไปมารออาหารเย็นฝีมือพี่นก ซึ่งจะเป็นหมูต้มหรือปลาย่างคลุกข้าวก็แล้วแต่อารมณ์นาง  นกกระตั้วตัวเดิมในกรงก็จะแหกปากเหมือนกำลังจะโดนเชือด แต่พอได้ยินเสียงพี่นกตะโกนจากหลังบ้าน “ไอ้จ้มโบ้!” มันจะหุบปากทันที ให้มันรู้มั่งว่านกแหกปากยังไม่สู้เสียงแหลมสูงที่แผดไป 8 หลอดของอีเจ๊นี่!  เสียงดังของพี่นกทำให้เจ้าบุ้งกี๋ตื่นงัวเงียขึ้นมา มาเดินเปะปะ มากินน้ำกินอาหารเม็ดที่วางไว้ใกล้ สักพักก็จะคว่ำชามข้าวและน้ำ วิ่งไล่กัดขันแสตนเลสเสียงดังก๊งเก๊ง ฉันนั่งแกะกระเทียมไป ดูช่อง HBO ไปไม่รู้เรื่อง ต้องปรามเจ้าบุ้งกี๋โดยการเรียกชื่อมัน มันวิ่งมานั่งแผละอยู่ตรงปลายเท้า สายตาเว้าวอนขอขนมกิน หยิบฝอยทองให้ 5 ชิ้น … ฟาดเรียบ 
 
         อิ่มแล้วไม่รู้จะทำอะไรต่อเดินเข้ามาเกาะขากางเกงฉันแล้วทำท่าเป็นนกกระเด้าลม เฮ้อ! ไอ้ลูกหมาอายุไม่ถึง 2 เดือน  ไม่มีใครสอนมันก็ทำเป็น คนที่บ้านฉันหัวเราะขำกันลั่นครัว แม่ก็เดินเข้าเดินออกเตรียมทำกับข้าวไปใส่บาตรให้เตี่ยที่วัดแถวบ้าน เมนูที่เตี่ยชอบทุกอย่าง ไม่สนว่าพระจะฉันได้หรือไม่ วุ่นวายยิ่งกว่าวันพระใหญ่เสียอีก นึกถึงอาหารที่เตี่ยชอบแล้วสงสารพระ แม่สั่งให้จัดโต๊ะจีนเลี้ยงพระเพล ในวันทำบุญครบรอบ 100 วันเตี่ย เอามาจากร้านโปรดของเตี่ย “ตั้งใจอยู่” (เยาวราช) สั่ง แพะเย็น, ขาห่านอบบะหมี่, ปลิงทะเลน้ำแดง, หูฉลาม ฯลฯ ขนมสั่งมา 2 อย่างทั้งโอวนี้แปะก้วย และเผือกหิมะ แม่ว่าเตี่ยชอบกิน … นี่ยังดีที่ยั้งไว้ได้บางเมนู เช่น ปลาจีนดิบ พระคงไม่ได้ฉันได้แต่มองเพราะไม่รู้จะฉันอย่างไร
 
          ฉันได้แต่บอกแม่ว่า เตี่ยกินทุกอย่างครบแล้วตอนมีชีวิตอยู่ อาหารที่เลี้ยงพระก็เพื่อให้ท่านฉันแล้วมีเรี่ยวมีแรงศึกษาธรรมมาสอนพวกเราอีกต่อ การใส่บาตรทำบุญเพื่อทำนุบำรุงศาสนาเป็นหลัก ส่วนเรื่องบุญเรื่องจะไปถึงคนตายก็อย่าไปซีเรียส ไม่รู้ฉันจะพูดให้เมื่อยปากทำไม ในที่สุดฉันก็ต้องตามใจแม่ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม การอยู่กับแม่คือการเรียนรู้และยอมรับความแตกต่างอย่างที่สุด! วันธรรมดานางจะแต่งตัวสวย (แม้ในชุดนอนมูมู่) แอสเซสเซอรี่ครบ เดินช้าวนไปมาน่าอึดอัดแบบลั่นทม แต่อย่าให้นางโกรธ อย่าไปขัดใจนาง นางจะไม่พูดว่า “ษา … ช่วยน้าด้วย” แต่นางจะกลายเป็นรสสุคนธ์ แซบขึ้นมาทันที! กรี๊ดๆๆ นึกว่าเชียร์ลีดเดอร์! บางทีฉันก็ใช้ไม้แข็ง ไม่ยอมนาง บางทีฉันก็หยวน เถียงกันกับแม่ทีไร นึกตำหนิเตี่ยทุกที ชิงชุกซัวไปเสียก่อน ปล่อยให้ฉันต้องรบพุ่งกับนาง ใครจะไปชนะ เป็นทั้งแม่และผู้หญิงที่เตี่ยตามใจมาเป็นสิบๆ ปี … ยอมแพ้ค่าคุณตำรวจ เดี๋ยวเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ … ถ้าอารมณ์ฉันเป็นหนังสติ๊ก คงย้วยรัดอะไรไม่ได้แล้ว! เพราะยืดแล้วก็ยืดอีกเพราะแม่ พอก้าวเท้าออกจากบ้าน ฉันจึงรู้ว่า … ฉันรับมือกับอารมณ์คนนอกบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะมาแบบไหน เพราะฝึกมาจากที่บ้านจนช่ำชองแล้ว  แต่นั่นแหละมันคือการอยู่ร่วมกัน รุกบ้าง ถอยบ้าง ฟังตัวเองบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)  และที่สำคัญต้องยอมรับความจริง ไม่หลอกตัวเอง (เข้าข้างตัวเอง)  ทำอย่างนี้ได้  เราก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทุกๆ ที่ … 
 
.......................................
(หมายเหตุ ร่วมกัน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)