เล่นหูเล่นตา:'รู้จัก'
02 มิ.ย. 2557
'รู้จัก' : คอลัมน์ เล่นหนูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เคยคิดมั้ยว่า “การรู้จักกัน” เขาวัดกันตรงไหน? และคนแบบไหนที่เราเรียกได้เต็มปากว่า “เพื่อน” …
คนบางคนเรารู้ว่าเขาชื่ออะไร เกิดเมื่อไหร่ เรียนจบจากที่ไหน มีชีวิตความเป็นมาอย่างไร แต่ … เราไม่รู้ว่า “เขาคิดอะไรอยู่” ในขณะที่คนบางคน เราไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ไม่รู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับเขา แต่พอเราได้ฟังเขาพูด เรารู้ว่า … “เขาคิดอะไรอยู่” … ถ้าเราได้พบกับคน 2 แบบนี้ เราจะบอกกับตัวเองได้ไหมว่า … “เรารู้จักกันกับคนไหน?”
คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า “รู้จัก” ฟุ่มเฟือยพอๆ กับคำว่า “เพื่อน” เราจะต้องรู้จักกันแค่ไหนถึงจะเรียกคนนั้นได้ว่า “เพื่อน” ทำงานที่เดียวกัน … เคยกินข้าวด้วยกัน … เคยทักทายกัน หรือ เคยร่วมวงสนทนากัน … สำหรับฉัน คนที่จะเรียกได้เต็มปากว่า “เพื่อน” อย่างแรกฉันต้องพอจะเดาได้ว่า เขาคิดอะไรอยู่ และ มีแนวคิดไปในทางไหน เพราะถ้าไปกันคนละทาง เจอหน้าคุยกันทีเดียวก็คงจะต้องทูลลา มิเช่นนั้นอาจจะต้องเป็นศัตรูกันสักวันหนึ่ง! และขี้เกียจต้องคอยกลับมาถามตัวเองว่า “กรูไปคุยกับมันทำไมวะ?” คนเราเริ่มจากคุยกันถูกคอ มองเห็นไปในทางเดียวกัน (เสียส่วนใหญ่) มันถึงจะมีการคุยกันครั้งต่อไป หากเห็นขัดแย้งกันก็ยังพอจะรับและเข้าใจเหตุผลที่จะมารองรับได้ กล่าวคือ … มีเหตุผลที่คนดีๆ ส่วนใหญ่เขาเข้าใจได้ และแม้จะไม่มีเหตุผลแต่มันก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน อันนี้ก็ต้องปล่อยมันไป อย่าได้ถือสาถ้าคิดจะคบกันให้ยืดยาว คนคนหนึ่งถ้ามีสัดส่วนของความดีงามมากกว่าความเลวทรามก็น่าจะคบกันและขัดเกลากันไปได้ ถ้าไม่ใช่ “อย่าเสียดายเวลาที่ผ่านมา แต่จงเสียดายเวลาที่เหลือน้อยลงน้อยลงทุกที” เมื่อผ่านความคิดความเข้าใจไปในทางเดียวกันแล้ว ก็ดูที่ว่า “มีคุณประโยชน์” แค่ไหน? คำว่า “คุณ” นั้น คือ “คุณค่าทางใจ” จะดีหรือร้ายก็ยังคงเข้าใจ และ “อยู่” เป็นกำลังใจให้ คุณค่าทางใจนั้นวัดกันที่ “เวลา” และ “สถานการณ์” … คบกันมายาวนานและไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ในวันที่คนอื่นๆ ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่คนคนหนึ่งก็ยังอยู่เคียงข้าง เราเรียกคนที่ไม่เคยทิ้งเราว่า “เพื่อน” “คุณค่า” ทางใจไม่อาจวัดที่ “มูลค่า” ความร่ำรวย หรือ โด่งดังของคน แต่วัดกันที่ “ความดี” และ “ความกว้าง” ของใจ ในส่วนของ “ประโยชน์” นั่นคือ ประโยชน์โภชผลที่จะได้รับ ช่วยเหลือในเรื่องของการงานและเงินทอง … ช่วยคิดช่วยทำ ช่วยสนับสนุนทางด้านการเงินและความก้าวหน้าทางการงาน … แต่ใครจะโชคดีได้เพื่อนที่ทั้งจิตใจดีและมีประโยชน์ มันเทียบได้กับคนที่มีผัวทั้งหล่อและรวย กี่คนจะถูกรางวัลที่ 1 แบบนั้น นี่คือสิ่งเดียวที่เป็นดัง “ของขวัญจากสวรรค์” ของฉัน นั่นคือ โก้ มิสเตอร์แซกแมน เป็นสิ่งทดแทนความด้อยทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวฉัน เป็น “สมดุลของธรรมชาติ” ที่ทำให้โลกนี้ไม่โหดร้ายจนเกินไป … โก้ เป็นน้องที่ช่วยคิด ช่วยแก้ไข ในสิ่งที่คนแกร่งอย่างฉันทำไม่ได้ อาจเป็นเพราะโก้เป็นผู้ชายที่จิตใจดีงามและประณีประณอม ในขณะที่ฉันแข็งกร้าว และมุทะลุ กล้าได้กล้าเสียเกินไป … เมื่อไหร่ที่โก้ได้รับโอกาสก็จะฉุดฉันให้ขึ้นไปมีส่วนในโอกาสที่ดีนั้นด้วย โดยปราศจากความริษยาหรือแข่งดีแข่งเด่นระหว่างกัน ทำให้เราทั้ง 2 คน คบกันมานาน 20 กว่าปี … มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน แต่ก็มีหลายครั้งที่โก้ต้านไม่อยู่ เพราะอีพี่สาวทั้งเห่าทั้งตะกุย จะมีเรื่องให้ได้! … นอกจากโก้แล้ว ฉันยังมีพี่ก้อง ปิยะ และ ท็อป ดารณีนุช เป็นเพื่อนแท้ คอยรวมหัวช่วยกันไม่ว่าจะดีหรือเลว (ไม่ใช่เรื่องที่เกิดนะ แต่เป็นพวกเรานี่แหละที่เลว!) เวลามีเรื่องฉันมักจะบอกโก้ ไม่เลือกที่จะบอกพี่ก้องกับพี่ท็อป เพราะ 2 คนนี้เขาขาลุย ของขึ้นเร็ว นั่งคุยกันดีๆ หากมีบุคคลที่ 3 ที่มิได้รับเชิญ แสดงกิริยามารยาทที่ระคายหู ตา จมูก คอและปาก ทั้ง 2 คนนี้เมื่อไหร่ เรื่องมันจะไม่จบลงง่ายๆ ค่าคุณตำรวจ! พยายามชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้เบี่ยงเบนความสนใจนึกว่าลืมแล้ว เช็คบิลเสร็จ เดินออกจากประตูร้านไป 2 คนนี้มองหน้ากันแล้วพยักหน้า แล้วเดินกลับเข้าร้านมาเอาเรื่องคนต้นเหตุ ไม่งั้นนอนตายตาไม่หลับ! คนที่เป็นเพื่อนสนิทกันนิสัยก็จะคล้ายๆ กัน ดีคล้ายๆ กัน แต่บทจะเลว ผลัดกันเลวในเรื่องต่างๆ กัน ที่มันคบกันได้ไม่ใช่เพราะยึดเหนี่ยวกันด้วยความดีหรือศีลที่เสมอกัน (ฟังดูตอแหลเกินไปสำหรับคนอย่างพวกฉัน) แต่เป็นเพราะเราต่างยอมรับในข้อเสียของกันและกันได้ต่างหาก ถ้าจะดีก็ดีไป แต่ถ้าจะเลวก็ต้องคอยเข้าใจและให้อภัย แม้จะใส่ซองทำบุญกันมากมายทุกครั้งที่กินแชร์แต่ตายไปเจอกันแน่ที่นรก! …
เมื่อเราคบกันนานๆ จนเข้าใจกันไปทุกเรื่องแล้ว ยังไม่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เวลาที่เจอกันเราจะไม่คุยอะไรที่เป็นสาระ ไม่ค่อยคุยเรื่องส่วนตัว แต่จะสุมหัวยุ่งเรื่องชาวบ้าน เรื่องราวและเหตุการณ์ที่อยู่ในกระแส ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปคุ้ยเขี่ยหาข้อมูลมาเห่าใส่กัน พอตอนแยกกันขับรถกลับบ้าน ค่อยโทรหากันถามสารทุกข์สุกดิบเป็นคนๆ ไป แหม! … เขาน่าจะจับอีคนพวกนี้ไปอยู่รวมกันให้สุขสบายตามอัตถภาพ มันจะได้คุยกันทั้งวัน! เพื่อนสนิทก็คล้ายๆ กับผัวเมียที่อยู่กันนานๆ จนแก่ เขาจะคุยกันน้อยลง ทำกิจวัตรซ้ำๆ บางทีนั่งข้างๆ กันเงียบๆ ไม่คุยกัน แต่พออีกคนหันมา ยังไม่ทันพูดก็จะรู้ว่าจะเอาอะไร ลุกขึ้นไปหยิบมาให้ถูกตามที่ต้องการ “รู้ใจ” แค่มองก็เข้าใจ และนั่นทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าคนที่อยู่ด้วยกัน ไม่ค่อยคุยกัน ไม่ได้แปลว่าเขาเบื่อกัน แต่เข้าใจกันไปหมดแล้ว และการคุยกันมากมายก็ไม่อาจแปลได้ว่า “เข้าใจกัน” เสมอไป ยิ่งสนิทกันก็จะยิ่งใช้ความรู้สึกนึกคิดมากกว่าคำพูดหรือการแสดงออกใดๆ … เป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นเข้าใจกันเอง คนนอกไม่อาจตัดสินแค่จากภาพที่มองเห็น …
เมื่อเรารู้จักคนคนหนึ่ง รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ได้พูดคุย ช่วยเหลือ เกื้อกูล ให้อภัย ขัดแย้งและขัดเกลา ความคิดจิตใจซึ่งกันและกัน ผ่านช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์ จนมาถึงจุดที่รู้ใจกันโดยไม่ต้องพูด ไม่ต้องอธิบาย ฉันเรียกคนๆ นั้นว่า “ เพื่อน ” นอกนั้น … แค่คนรู้จัก!
.......................................
(หมายเหตุ 'รู้จัก' : คอลัมน์ เล่นหนูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



