บันเทิง

'โลกเปลี่ยนเพลง เพลงเปลี่ยนโลก ตอนที่ 4 (จบ)'

'โลกเปลี่ยนเพลง เพลงเปลี่ยนโลก ตอนที่ 4 (จบ)'

22 พ.ค. 2557

'โลกเปลี่ยนเพลง เพลงเปลี่ยนโลก ตอนที่ 4 (จบ)' : คอลัมน์ เพลงไทยที่ต้องฟังก่อนตาย โดย... โชคชัย เจี่ยเจริญ

 
 
 
           สถานการณ์ในวงการเพลง หลังปี พ.ศ. 2540 พายุเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง)  เป็นต้นมา วงการเพลงไทย ที่เคยมีดนตรีอัลเทอร์เนทีฟขับเคลื่อนเป็นผู้นำแทนเพลงกระแสหลัก ก็เริ่มเสื่อมคลาย กอปรกับ สภาวะทางเศรษฐกิจที่ถดถอย เป็นตัวเร่งให้ยอดขายเทปและซีดีของศิลปินต่างๆ ที่ออกมาราวกับดอกเห็ด ลดลง คู่ขนานไปตามๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
 
           เหมือนเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในการหาทิศทางเพื่อเดินทางสู่ความสำเร็จอีกครั้ง เมื่อยังไม่มีสิ่งใหม่ที่มาเขย่าวงการเพลงได้ แน่นอน ก็ต้องประคองด้วยสูตรสำเร็จเดิมบวกกับการหาอะไรใหม่ๆ เข้าไปเติมนั่นเติมนี่ เพื่อให้เกิดความแตกต่างตามยุคสมัยและผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา 
 
           เมื่อเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าใช้จ่ายที่คนส่วนใหญ่ตัดออกเป็นอันดับต้นๆ  คือความบันเทิง ซึ่งต้องยอมรับว่า เพลง คือหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน ใช่ว่าจะเลิกฟัง แต่หันเข้าไปสู่การซื้อเทปผี ซีดี เถื่อน MP3 คุณภาพต่ำ แพร่ระบาดอย่างหนัก ขายกันโจ่งครึ่ม บรรดาค่ายเทป ศิลปิน พากันทยอยออกมาต่อต้าน และรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนศิลปิน กระนั้นก็ตามนั่นยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักฟังเพลงได้มากนัก
 
           ช่วงที่เทคโนโลยีกำลังโหมใส่วงการเพลงอย่างหนัก โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี ธุรกิจเพลงทุ่มเทสรรพกำลังไปที่ขุมทรัพย์ใหม่ ทั้งโหลดเพลงฟัง เสียงรอสาย และอื่นๆ เท่าที่เทคโนโลยีจะสามารถดึงเม็ดเงินได้ ออกโปรโมชั่นกันถี่ยิบ เพื่อให้ผลงานเพลงที่มีอยู่ในคลังเพลงของค่ายเกิดประโยชน์สูงสุด
 
           หากย้อนกลับไปพิจารณาผลงานเพลงที่ผ่านมาในรอบ 10 กว่าปีนั้น พบว่าเนื้อเพลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับโทรศัพท์ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีของคนยุคใหม่ มาจนถึงวันนี้ที่โทรศัพท์ ฉลาดขึ้นเป็นสมาร์ทโฟน เนื้อเพลงดังกล่าวยังมีให้ฟังอย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่าว่าจะเสื่อมคลาย แถมกลับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวแบบขาดไม่ได้กว่าที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ยุทธวิธีการอยู่รอดในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนเพลง เพลงยังคงต้องเดินหน้าให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
 
           มาตรฐานการผลิตที่เปลี่ยนไป จากแรกเริ่มเดิมที นักร้องฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเพลง เพื่อให้แต่งเพลงให้ มาถึงศิลปินเริ่มนำทำนองเพลงต่างประเทศมาใส่เนื้อไทย ปรับเปลี่ยนมาสู่ทีมผลิตในระบบอุตสาหกรรมเพลง จนมาถึงศิลปินเริ่มทำงานเองตามแนวทางของการทำงานดนตรีในแบบสากล  
 
           จากระบบทีมงานที่แข็งแกร่งเพรียบพร้อมไปด้วยผู้เชียวชาญเฉพาะด้านในกระบวนการผลิต เช่น นักแต่งเพลง เขียนเนื้อร้อง โปรดิวเซอร์ แบ่งแยกหน้าที่ชัดเจน ศิลปิยุคใหม่ ค่ายเพลงขนาดเล็ก และกลางเริ่มมองหาศิลปินที่ผลิตงานด้วยตนเองเองมากที่สุด ทั้งแต่งเพลงทั้งอัดเสียง อาจช่วยเสริมเรื่องอื่นๆ ที่ศิลปินขาด เช่น เรื่องงานศิลป์ ออกแบบปก ทำมิวสิกวิดีโอ และการประชาสัมพันธ์ผลงาน 
 
           หลังปี พ.ศ. 2543 เพลงที่เคยเป็นสินค้าขายดี ระดับล้านตลับ แม้จะมีเทปผีครองเมืองที่ทำให้รายได้หลักลดลงก็ตาม แต่ยังมีรายได้หลักยังมาจากการขายเทป ซีดี ควบคู่ไปกับการชายโชว์ของศิลปิน
 
           สิบปีที่ผ่านมา มาถึงยุคดิจิทัล ไม่ว่าผู้คนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เรื่องที่เคยยากของผู้บริโภค กลับเป็นเรื่องที่ง่าย สิ่งที่เคยสร้างรายได้ของค่ายเพลง กลับกลายเป็นค่าใช้จ่าย เนื่องด้วยเครื่องมือในการฟังเพลงของคนยุคดิจิทัล คือไฟล์ดิจิทัล ซีดีที่จับต้องได้ ค่อยๆ หายไปจากตลาด พฤติกรรมการเสพสื่อฟรีจาก สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ ทั้งไฟล์เพลงที่เป็นเสียงอย่างเดียว และสื่อวิดีโอก็ตาม ยังไม่สามารถทำรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้ ค่ายเพลงจึงต้องหาช่องทางเพื่อการอยู่รอดปลอดภัยอีกครั้ง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่เป็นผู้สนับสนุนหลักแทน เช่น การขายคอนเสิร์ตเหมาแพ็กของศิลปินในสังกัด ผุดกิจกรรม รวมสื่อในมือ นำศิลปินไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า และคอนเสิร์ต และการจัดเก็บลิขสิทธิ์การเผยแพร่ จากร้านคาราโอเกะ ผับ ร้านอาหาร สื่อทีวี วิทยุ หรือช่องทางอื่นๆ ที่จะสามารถสร้างรายได้สูงสุดในยามนี้ ผู้ฟังยังคงเรียกร้องมาตรฐานการผลิตเพลงที่ดี แต่การควักเงินจากกระเป๋านั้นยากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นไม่ควักเงิน เพลงจึงเป็นเพียงสะพานที่นำไปสู่การหารายได้ทางอื่นแทน ดังที่กล่าวมาแล้ว อุตสาหกรรมเพลงวันนี้ ช่องทางการอยู่รอดของศิลปินระดับกลางๆ ได้หมุนวนกลับไปสู่ยุคการเปิดการแสดงเพื่อหารายได้ยังชีพ ออกผลงานเป็นเพลงเดี่ยวๆ (Single) เพื่อรักษาระดับชื่อเสียงเพื่อให้มีงานจ้างอย่างต่อเนื่อง ค่ายเพลงและนักแต่งเพลง เดินสู่ธุรกิจอื่นๆ อย่างการทำเพลงประกอบละคร เป็นล่ำเป็นสัน เพราะเป็นสื่อที่เชื่อมโยงกัน และสามารถเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ต่อเนื่องที่ได้ผลรุนแรงกว่าการทำมิวสิกวิดีโอ โดยไม่ต้องลงทุนจ่ายค่าตัวดารานักแสดงสูง อีกด้วย
 
           นับว่าวงการเพลงไทยวันนี้ ยังไม่มืดสนิทซะทีเดียว ยังพอมองเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง หากผลงานได้รับความนิยม รายได้จากช่องทางต่างๆ จะไหลเข้ามาทดแทนรายได้เดิมๆ ที่เปลี่ยนไป จึงขอเป็นกำลังใจ ศิลปินและค่ายเพลงต่างๆ มุ่งมั่นผลิตผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ต่อไป โดยหวังว่าจะถึงวันฟ้าใหม่ ของระบบอุตสาหกรรมเพลง ในวันที่โลกเปลี่ยนไปอีกครั้ง ในเร็ววัน
 
.......................................
(หมายเหตุ 'โลกเปลี่ยนเพลง เพลงเปลี่ยนโลก ตอนที่ 4 (จบ)' : คอลัมน์ เพลงไทยที่ต้องฟังก่อนตาย  โดย...  โชคชัย เจี่ยเจริญ)