บันเทิง

ถอดรหัสเพลง'ไปเอาเหล้ามา'กับน้องชายแท้ๆ'ชาตรี ศรีชล'

ถอดรหัสเพลง'ไปเอาเหล้ามา'กับน้องชายแท้ๆ'ชาตรี ศรีชล'

19 พ.ค. 2557

ถอดรหัสเพลง 'ไปเอาเหล้ามา' กับน้องชายแท้ๆ 'ชาตรี ศรีชล' : ลูกทุ่ง

 
 
          ศุกร์ที่ 16 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบการจากไป 25 ปี ของขุนพลเพลงผู้ยิ่งใหญ่ ชาตรี ศรีชล ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับนักร้องอัจฉริยะท่านนี้ ถูกบันทึกไว้ตามแหล่งต่างๆ อย่างไม่ปะติดปะต่อ และมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง
 
          อนุชา สายชล หรือ สุบิน ลีเส็ง น้องชายแท้ๆ ของชาตรี ศรีชล ที่กล่าวกันว่าเขาคือ คนที่ชาตรี ศรีชล พูดถึงในเพลง "ไปเอาเหล้ามา" ที่หลายคนอาจจะไม่ได้สังเกตว่า นี่คือเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงความรักความผูกพันของพี่ชายที่มีต่อน้องชาย
"รู้ใจแท้เจ้า ซื้อเหล้าให้พี่ดื่มกิน 
เทวาฟ้าดินยังไม่รู้สิ้น ซึ้งในใจพี่
พี่มีแต่ตรมและข่มไว้ คนรักมาไกลไม่ไยดี  
แต่ก็ยังมีน้องคอยดูแล
พี่กลุ้มทุกคราน้องหา สุรามาริน
บอกพี่ดื่มกิน รินน้อยๆ หน่อยนะจะแย่
สบายใจนัก ลืมรักนิด
สร่างเมาก็คิด ถึงดวงแด ได้น้องแท้ๆ คอยแลคอยดู
ยามรัก เรืองรอง พี่ลืม น้องนี้ ซิหนอ
โศรกช้ำมอซอ น้ำตาพี่คลอไร้คู่
มีน้อง คนเดียวยุ่งเกี่ยวเอาใจคอยดู
ดื่มเหล้าคลายเศร้าเจ้ารู้ น้องอยู่พี่เมาสบาย
น้องเอย น้องเจ้า ซื้อเหล้าให้พี่อีกแบน
เมาแอะ เมาแอ่น เมาให้ลืมแฟน ที่เคยฝันใฝ่
จะรักแต่เหล้าและเจ้าน้อง
พี่ขอรับรองกับน้องชาย น้องจ๋ารู้ใจ ไปเอาเหล้ามา....."
สุบิน ลีเส็ง น้องชายของชาตรี ที่อยู่ใกล้ชิดพี่ชายในขณะอยู่ในวงการเพลง เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า
 
          "เพลงนี้ เขาเขียนที่บ้านแฟนเขา ที่ปากเกร็ด นนทบุรี ข้างสนามกอล์ฟ ตอนนั้นเราดีกันด้วย อันที่จริงผมกับเขาไม่ค่อยถูกกันนะ คุยกันได้เผินๆ เขากลัวผม เพราะเขาไปทางเมา แต่ผมไม่เมา  ผมบอกเขาอยู่เรื่อย พยายามๆ พูดก็พูดนะ ที่เขาไปเสียชีวิตก็ยังนึกเสียใจอยู่ เพราะผมต่อว่าเขา จะกินทำไม ไปเล่นพิษณุโลกกับวงพุ่มพวง พักที่สลกบาตร(กำแพงเพชร) ผมก็หาว่าพี่หายไปไหน ไปดูบนรถเขา เมาอยู่บนรถ ผมก็ว่าเอาหลายคำ ทะเลาะกัน กลับมาเขาก็ไม่ไปวงสองสามวัน ช่วงนั้นวงพุ่มพวงหยุดสองวันด้วย ไปเจออีกทีเดินต๊อกๆ อยู่หน้าเฉลิมไทย ผมก็อ้าว มาไงเนี่ย เขาบอกมาได้สองสามวันแล้ว คงจะอัพยาแล้วเพี้ยน ผมก็ให้ไป 200 บาท อีกสามวันก็เสียชีวิต ผมก็อ้าว ทำไมถึงตายไว หมอบอกว่าน็อกยา เขาน็อกแบบนี้สองเที่ยวแล้ว"
 
          สุบิน พักอยู่ในบ้านส่วนตัว ในหมู่บ้านโกสุมนิเวศน์ หลังวัดหลักสี่ กรุงเทพฯ ไม่ไกลจากบ้านเดิมของพุ่มพวง ดวงจันทร์ มากนัก ช่วงท้ายๆ ชาตรีเป็นนักร้องรับเชิญวงพุ่มพวง  
 
          "เวลาจะไปวงก็จะมาขึ้นรถที่นี่ บ้านของ ธีระพล แสนสุข (สามีของพุ่มพวง) สมัยนั้น นักร้องรับเชิญอื่นๆ ได้ค่าตัวในวง 500 แต่ ชาตรี ศรีชล ได้ 7-800 บาท แต่เขาไม่ได้ร้องประจำ จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ ธีระพลเขาเรียกชาตรีว่า หัวหน้า ผมก็บอกพี่ชาตรีว่า อย่าพยายามขาด เพราะบางที ผึ้ง (พุ่มพวง) เขาไปช้า จะได้ช่วยดึงเวลา เพราะชาตรีเขามีเพลงมากพอที่จะดึงได้ เขาร้องได้หมด จำได้ตอนไปเล่นที่เพชรบูรณ์ไปเมาอยู่เสาธง 
ผมดุเอาว่าเอาก็ร้องไห้"
 
          สุบิน เล่าย้อนถึงเส้นทางการเข้าวงการของพี่ชายตามความทรงจำของเขาว่า
          "ผมเกิดปี 2494 ชาตรีเกิด 2592 เขาเป็นคนที่ 4 ผมเป็นคนที่ 5 มีน้องอีก 2 คน พี่ชายคนโต พี่จอนก็ร้องเพลงดี ผมเองก็ร้อง ตอนเด็กๆ หน้าพี่ชาตรีเหมือนฝรั่ง หัวแดง หน้าตาคม ฉีกกว่าคนในบ้าน ผมยังคิดเลยว่า เป็นลูกคนข้างบ้านรึเปล่า (หัวเราะ) ที่บ้านทำนา ทำไร่ พ่อแม่ก็ชอบทะเลาะกัน อ.หลาย ญาติห่างๆ บอกว่า ขอเอาไปเลี้ยงเองส่งเสียเล่าเรียนจบ ป.4 ต่อ ป.5 ที่พนัสนิคม ป.6 ไม่ได้เรียน เข้า ป.7 เลย หัวเขาดี พาสชั้นเลย แล้วไปต่อ ม.ศ.1 แล้วย้ายไปโรงเรียนชลชาย ที่ชลบุรี ขนาดย้ายมากลางปียังสอบได้ที่ 2 เลย เรื่องเพลงเนี่ยเขาเขียน ถ้าเขาไม่จดปากกานะ 3 วันยังไม่ลืมเลย เขามานึกแล้วเขียนไม่กี่นาทีเสร็จละ เขาเขียนหนังสือไว อ่านแทบไม่ออก พอเขามาอยู่ชลบุรี พักบ้านเพื่อนก็ได้กับน้องสาวเพื่อน เมื่อ อ.หลายสึกจากพระ พี่จอน พี่ชายคนโต ก็ส่งเสียต่อ แต่กระท่อนกระแท่น ทำให้การเรียนไม่ต่อเนื่อง เขาเรียน ม.ศ.3 ไม่จบ พี่ชาตรีเขาก็ไปร้องเพลงบ้าง และเขียนเพลงไว้ตลอด ครูในทางเพลงของเขาคือ ครูคำรณ สัมบุญณานนท์ เขาเคยเล่าให้ฟัง"
 
          อนุชา สายชล กล่าวถึงจุดที่เริ่มมีชื่อเสียง ตอนที่มาสมัครกับวงศรีนวล สมบัติเจริญ 
          "พอครูสุรพลเสียชีวิต เขาหอบหนังสือเพลงที่แต่งมาสมัครกับวงศรีนวล สมบัติเจริญ พอศรีนวลเขาเห็นเพลงและให้ร้อง ก็รับเลย ไม่ต้องประกวดแข่งกับใคร ตอนนั้นโรม ศรีธรรมราช เขาติดที่ 1 นะ และมีรุ่ง โพธาราม ที่ 2 ธีระพล แสนสุข ติดที่ 3 วงเขารับไว้ 3 คน ส่วนชาตรีไม่ต้องประกวด ได้บันทึกเพลง "บัวหลวง" ก่อนหน้านี้เคยไปอยู่วงครูสำเนียง ม่วงทอง แต่ไม่นานนัก ออกจากวงศรีนวล แล้วเข้ามาอยู่วงศิษย์ปู่วิง อยู่แถวๆ กล้วยน้ำไท เป็นวงเล็กๆ มีหางเครื่อง ไม่มีรักร้องดัง ผมเองก็ไปอยู่ ตอนนั้นเขาอายุ 20 แล้ว เขามีลูกเมียมาก่อนจะร้องเพลงนะ ตอนออกมาจากวงศิษย์ปู่วิงก็เริ่มมีภรรยาคนที่ 2 คือ ปราณี (มารดาของเอกกวี ศรีชล) หลังจากนั้นเขามาตั้งวงเอง ตอนชาตรีมีวง ผมก็มาอยู่ด้วย ในฐานะผู้ช่วย ทุกอย่างเลย รับงาน รับเงิน เสมียนทำทุกอย่าง ติดต่อตอนคนหางาน เพราะเขาไม่มีเวลา เขาเมาด้วย ตอนนั้นวงรับ 8,000 บาทสูงสุด เคยรับงานได้หมื่นหนึ่ง หางเครื่อง 16 คน นักร้อง 15 คน ชาตรีจะเปิดตัวด้วยเพลง "สมัครรักสมัครแฟน" ดนตรีขึ้นก็ออกมาเลย เวลาเล่นจะกรึ่มๆ ตลอดเวลา ยังนึกในใจเลยว่า นักร้องดังด้วยความเมา มีอยู่คนเดียว ไม่รู้เสียงมาจากไหน ต้องยอม ขนาดเสียงแหบแห้งยังร้องเป็นเพลง ยุคหลังๆ นักดนตรีวงของเขาก็มี พี่อุดม ชวนชื่น ฉลอง ภู่สว่าง"
 
          สมัยนั้นมีการประชันวงดนตรีกัน อนุชา เล่าย้อนให้ฟังว่า
          "วงศรคีรี ศรีประจวบ กับชาตรี ศรีชล เคยดวลกันที่เวทีประชันกันที่สามพราน เจ้าภาพจ้างไป ศรคีรี ชนะด้วยพวงมาลัย 15 เข่ง เพราะเป็นถิ่นเขา แล้วของเราไม่มีการจัดรายการโปรโมท ยุคนั้นเท่าที่จำได้ เข้าซอยบุปผาสวรรค์ จะมีวงสังข์ทอง สีใส วงชิมสัน (ศรคีรี ศรีประจวบ) เพลิน พรหมแดน ศรเพชร และชาตรี ศรีชล งานของวงชาตรี ศรีชล บางทีรับกันข้ามปี ถ้าทำตัวดีๆ เขาเป็นเศรษฐีเลย เขาเคยใส่เสื้อวันเดียวทิ้ง ใส่แค่วันเดียว ผมก็ได้มาหลายตัว เพราะเมื่อก่อนเขาเคยร้องเพลง 7 คืนใส่เสื้อตัวเดียว พอมีเงินเลยใส่เสื้อวันละตัว คนบ้าอะไร (หัวเราะ) แต่วันที่ชาตรีโดนจับบนเวทีผมไม่ได้ไป เพราะก่อนหน้านั้นไปเล่นเพชรบูรณ์ ผมต่อว่าเขาเรื่องหนึ่ง เขาเลยไล่ผม ผมก็ลงรถเลย หลังจากนั้นอีกสองสามวันเขาก็โดนจับ พอออกจากคุก พี่ชาตรีมาตั้งวงใหม่ ผมไปบวช สึกมามีเมียมีลูก ก็เข้ามาช่วยอีก แต่วงไปไม่ได้ เพราะไม่มีการโปรโมท หางเครื่องน้อย ชุดไม่สวย ไม่เวิร์ก เขาก็ไปเดินสายไปร้องกับแป้งน้ำออนลี่ วงยุบไป เขามาร้องเพลงที่เจ้าพระยา พรานนก พี่อุดม ชวนชื่น ไปตั้งคณะตลก ชาตรียังพาผมไปดูเลย"
 
          อนุชา ที่เกือบได้บันทึกเสียงเพลง "นางลืมทะเล" (ชาตรีตั้งใจจะให้น้องชายร้อง เพราะอนุชาร้องแหล่แนวไวพจน์ได้ แต่ไม่ได้ไปที่ห้องอัด ชาตรีเลยบันทึกเสียงเอง) ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงพี่ชายที่รักของเขาว่า
 
          "พี่ชาตรีเป็นคนรักลูกรักเมียมาก ใจใหญ่ ดูแลเพื่อนฝูง และเป็นคนที่แบบว่า เขาเคยเอาเพลงไปขายค่ายเพลง แต่ให้ราคาไม่ดี เหมือนดูถูกกัน เขาเดินข้ามสะพานแม่น้ำเจ้าพระยา โยนเพลงทิ้งไป 300 กว่าเพลง เขาเป็นคนอย่างนั้น แต่เขาเป็นคนไม่เครียดนะ  เพลงของพี่ชาตรีที่ผมชอบคือ เพลง "โกรธกัน" "แฟนมีแฟนใหม่" และ "บัวหลวง" ที่ผ่านมา อาจจะมีคนเข้าใจผิดว่า ผมเอาเพลงพี่ชายไปขาย ต้องขอบอกว่า ผมไม่เคยเอาเพลงพี่ชาตรีไปขายเลย เพราะเป็นแค่น้องชายเท่านั้น"