
เล่นหูเล่นตา:'พิเศษนิยม'
19 พ.ค. 2557
'พิเศษนิยม' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ในโลกกลมๆ อันแสนจะซับซ้อนและวุ่นวายใบนี้ ... มีหลายสิ่งที่ยากแก่การเข้าใจและหาเหตุผลใดๆ มาอธิบายได้ยาก ... หนึ่งในนั้นก็คือ ... “ความนิยม”
ฐาน “ความนิยม” เกิดขึ้นโดย “ผู้บริโภค” ซึ่งหมายถึงประชาชน คนดู คนฟัง ชาวบ้านร้านตลาด เมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านี้เห็นดีเห็นงามไปกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอยู่ในสื่อต่างๆ ผ่านภาพยนตร์ ละคร เพลง กระแสหรือเหตุการณ์ใดๆ ... คนที่ได้รับความสนใจคนนั้นจะกลายเป็น “คนดัง” ... ความนิยมอาจจะค่อยๆ ก่อตัวผ่านเดือน ผ่านปี แล้วค่อยมาแตะคำว่า “ดัง” ในจังหวะหรือโอกาสที่เอื้ออำนวย ... หรืออาจจะเกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามวันข้ามคืน เป็นความดังแบบฟ้าผ่าเฉียบพลัน กรุณาอย่าไปหาเหตุผลว่าทำไม มันไม่ใช่เรื่องเหตุผล! มันมาจาก “อารมณ์ล้วนๆ” ความชอบหรือไม่ชอบเป็นตัวกำหนด “ความนิยม” แม้คำชมที่ผู้บริโภคเขียนสรรเสริญเยินยอศิลปินหรือคนดังนั้นๆ ก็มิอาจนำมาวัดหาสาระใดๆ ได้ ถ้าชอบอะไรก็ดีไปหมด และกลายเป็นเหตุเป็นผลไปหมด แต่ถ้าไม่ชอบเหตุผลทั้งโลกก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไม่น่าสนใจได้เช่นกัน ดังนั้นคนเก่งอาจไม่ดังและคนดังอาจไม่เก่งเสมอไป ไม่เช่นนั้นหนังดีมีสาระ นักแสดง ทีมงานเก่ง ได้รางวัล เหตุใดจึงไม่ทำเงิน กับหนังธรรมดาที่หาคำว่าคุณภาพไม่เจอตั้งแต่นักแสดงไปยันคนจัดไฟแต่ขายได้เป็นที่นิยม ... ความนิยมนั้นจะขึ้นหรือลงตามอารมณ์คนดู เรียกอีกอย่างว่า “ความต้องการของตลาด” ในช่วงเวลาหนึ่ง ขอบอกว่า ... แกว่งตัวเสียยิ่งกว่าอารมณ์ของคนวัยทองซะอีก
“ความนิยม” ในอีกแง่หนึ่งคือ “อิทธิพล” ที่ “คนดู” ใส่พานส่งให้ “คนดัง” ทั้งงานและผู้ชมจะมากองอยู่ตรงหน้าคนดังอย่างว่าง่าย ไม่ต้องเสียแรงแม้แต่จะชี้นิ้ว มันเหมือนนักพนันที่ “มือขึ้น” เล่นกับใครตรงไหนก็กินเรียบ ดวงกำลังขึ้นอะไรก็ฉุดไม่อยู่! ผลที่ได้จากความนิยมคือ “ความมั่งคั่ง” เป็นกอบเป็นกำ หากรู้จักกอบโกยอย่างถูกจังหวะ ไม่หลงไปกับความดังที่ไม่รับประกัน “ความมั่นคง” ทุกสิ่งบนโลกมีแบบแผนเดียวกันหมดคือ “เกิดขึ้น ... ตั้งอยู่ และดับไป” ไม่มีสิ่งใดแน่นอนหรืออยู่ยั้งยืนยง ส่วนผลข้างเคียงที่ตามมาก็คือ เหล่าบรรดาผู้นิยมแบ่งตามพฤติกรรมและลักษณะทางอนาโตมี (Anatomy) ได้เป็น แสดงตัวหรือไม่แสดงตัว ... ตามติดหรือติดตาม ... ในยุคก่อนๆ ประชาชนชื่นชอบคนดังจะตามไปอุดหนุนผลงานต่างๆ ของคนดังคนนั้นแค่นั้น แต่ในยุคปัจจุบัน ไม่รู้เรารับเอาอารยธรรมนี้มาจากฝั่งไหน กับการมีกลุ่มคนที่รวมตัวกันคอย “ตามติด” ทุกฝีก้าว คอยให้กำลังใจ จิกตี บริบาล สอดส่อง ตลอดจนควบคุม คัดแยก กำจัดผู้คนที่จะเข้าออกมีความสัมพันธ์ หรือบทบาทในชีวิตของคนดังนั้นๆ บางรายถึงขั้นชักดิ้นชักงอ ตีอกชกหัว จิกตีนางชะนี หากมีข่าวระคายเคืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะรักแค่ไหนก็ต้องมีช่องว่างให้เกรงใจกัน มีพื้นที่ส่วนตัวให้คนคนนั้นได้เป็นตัวของตัวเอง มิเช่นนั้นจะเข้าข่าย ก้าวก่าย ... ก้ำเกิน ... และจิตปะ? … ถ้าจะรักใครก็ให้รักในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น ศิลปินนะคุณ ไม่ใช่ “ผัว” จะได้จิกตีได้ตามอำเภอใจ จะติดตามหรือจะเข้าสิง เอาไง? ทำความเข้าใจกับตัวเองก่อน ก่อนอื่นกินยาตามหมอสั่งครบหรือยัง !!!
ความนิยมเป็นสิ่งหอมหวานและต้องห้าม! มีวิธีใช้และข้อควรระวังมากมาย มิเช่นนั้นอาจหายไปจากฟากฟ้าได้แค่ชั่วพริบตาเดียว ... สร้างยากแต่ถูกทำลายง่าย ... คนในไม่อยากออก แต่คนนอกก็ยังจะเบียดกันเข้ามายืนบนพื้นที่ที่แสงไฟสาดส่อง ผู้คนจับตามอง ลองไปถามเด็กวัยรุ่น 8 ใน 10 คนจะต้องบอกว่า “อยากเป็นดารา ... เป็นนักร้อง ... เป็นคนมีชื่อเสียง” เพราะนอกจากได้แต่งตัวสวยหล่อ ได้รับความนิยมแล้ว ยังหาเงินได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ อยากจะบอกว่า “มันไม่ง่ายอย่างที่คิดนะหนู!” มันมีกระบวนการที่ซับซ้อนและสิ่งที่คนดังมีมากกว่าคนอื่นก็คือ “พรสวรรค์ที่อยู่เหนือความสามารถ … ความสามารถมาจากการฝึกฝนซ้ำๆ ใครๆ ก็ทำได้หากผ่านการเรียนการทำมาบ่อยๆ แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์จะทำให้ความสามารถนั้นๆ โดดเด่นกว่าปกติ กว่าคนทั่วไปเรียกว่า “พิเศษ” เมื่อมันต้องตาต้องใจผู้คนจำนวนมากมันจึงกลายเป็น “พิเศษนิยม” ความนิยมชมชอบในความสามารถที่พิเศษของคนคนหนึ่ง ... ผู้ปกครองจำนวนมากที่พยายามผลักดันลูกๆ ให้เป็นดาว เด็กสมัยนี้ทั้งเรียนหนังสือ เรียนพิเศษ แล้วยังมีเรียนดนตรี เรียนเต้น เรียนการแสดง ฯลฯ เรียนเยอะไปมั้ยลูก? การผลักดันความสามารถในตัวเด็กมันน่าเหนื่อย ..เด็กควรจะได้เล่นได้ซนอย่างเป็นธรรมชาติ (นอกจากเล่นเกมคุกกี้รันแล้ว!) ได้ฝัน ได้ลองผิดลองถูกมากกว่าจะตีเส้นตีกรอบให้เป็นหรือใส่ความอยากของพ่อแม่ไว้ในความคิดของลูก โดยธรรมชาติของเด็กทุกคนจะมีขีดความสามารถในการเรียนรู้ศิลปะแขนงต่างๆ ได้จากการดูและการรับฟัง เด็กจะสามารถร้องเพลงภาษาต่างๆ จากการ์ตูน จากละครได้โดยที่ยังไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาใดๆ ได้ เด็กจะเต้นได้เป๊ะตามศิลปินที่เขาชื่นชอบ ถ้าเขาชอบสิ่งนั้นจริงๆ ค่อยเรียนเฉพาะทาง ให้ลูกได้ “สนุก” กับสิ่งที่ทำมากกว่าเน้นชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะศิลปินที่ดีเน้นที่ความสุขมากกว่าผลประโยชน์ สิ่งที่ตามมาเป็นเพียงผลพลอยได้จากพรสวรรค์ที่อยู่ในรูปของงาน (ซึ่งไม่นับฉัน!)
“ไหนเต้นให้ป้าคิ้มดูซิลูก ...นี่พาเขาไปเข้าคอร์สเรียนเต้นมา” คุณแม่ท่านหนึ่งพยายามยัดเยียดลูกให้ทำการแสดงต่อหน้าฉัน หลังจากส่งลูกไปเต้นประกวดตามเวทีต่างๆ หนูน้อยฮึมฮำเพลงเองเต้นเองสุดฤทธิ์ราวกับมีคณะกรรมการอยู่ตรงหน้า 5 คน ... นางพยายามจริงๆ ฉันส่ายหน้าเบาๆ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า ... “นี่ว่าที่ศิลปินหรือหมอนข้าง” เจอกี่ทีก็เต้นให้ดูทุกที ...ไม่เคยดีขึ้นสักที ... เห็นรึยังว่าความสามารถพิเศษมันมีเฉพาะในคนบางคนเท่านั้น ... มันถึงถูกเรียกว่า “พิเศษนิยม” ไง!
.......................................
(หมายเหตุ 'พิเศษนิยม' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



