
ขบคิดขีดเขียน:ชีวิตของคนเป็นบอส!!
13 พ.ค. 2557
ชีวิตของคนเป็นบอส!! : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ในช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่าชีวิตเข้าสู่แบบทดสอบที่สำคัญบทหนึ่งในชีวิต หลังจากทำงานมาจนเข้าปีที่สิบ วงการบันเทิงก็เหมือนขยับเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนทำงานกลายเป็นสมบัติล้ำค่าดั่งทอง เรียกว่าแย่งคิวกันยิ่งกว่าบรรดาพระเอก นางเอกซูเปอร์สตาร์เสียอีก บรรดานายจ้างทั้งหลายก็ต้องเข้าสู่โหมดงอนง้อ พินอบพิเทาเหมือนว่าเขาเป็นนายจ้างเราเสียอย่างนั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องนี่ จะว่าไปมันลึกล้ำเสียยิ่งกว่าสามีภรรยา บางทีการที่เราเอาใจเขามากๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะดูมีค่ามากยิ่งขึ้น หรือการที่เราแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างสิ้นเชิง บางทีก็ดูเป็นคนใจดำไปซะยังงั้น ถ้าจะให้หญิงยศเดานะคะ หญิงยศว่าปัญหาเจ้านายกับลูกน้องนี่ จริงๆ แล้วมันมาแรงพอๆ กับปัญหาสามีมีเมียน้อยในประเทศนี้เลยทีเดียว!!
ส่วนใหญ่เวลาเราเลือกที่จะตักเตือน เราก็เลือกที่จะตักเตือนลูกน้องว่าให้อดทน ให้ขยัน ให้สู้ต่อไป น้อยครั้งที่จะเห็นใครหาญกล้าลุกขึ้นมาตักเตือนคนที่เป็นเจ้านาย ไหนๆ ก็ไหนๆ หญิงยศเห็นคนที่กำลังจะขึ้นมาเป็นเจ้านายใหม่ๆ และเห็นคนที่เป็นเจ้านายมานาน พระเดชพระคุณ บู๊ บุ๋น หรืองี่เง่าเพียวๆ ก็เห็นมาหมดละ วันนี้ขอผงาดกล้ามาพูดเรื่องศิลปะของการเป็นเจ้านายเสียหน่อยก็แล้วกัน
ในภาษาไทย คำว่า เจ้านาย ก็คือเจ้านาย แต่ถ้าแปลตามภาษาอังกฤษ เขาจะแบ่งออกเป็น 2 คำ คือ คำว่า เจ้านาย (Boss) และผู้นำ (Leader) คนไทยไม่เคยเรียกเจ้านายว่าผู้นำ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว หากเจ้านายกลายร่างมาเป็นผู้นำได้ ปัญหาเจ้านายกับลูกน้องน่าจะลดน้อยถอยลงไปได้มากทีเดียว แล้วมันต่างกันตรงไหน ฝรั่งเขาพูดไว้น่าฟังมากค่ะ เขาบอกว่า เจ้านายจะสร้างแต่ลูกน้องเพิ่ม แต่ผู้นำจะสร้างผู้นำขึ้นมาเพิ่ม เจ้านายจะออกคำสั่ง ผู้นำจะทำเป็นตัวอย่าง เจ้านายจะสั่งว่า “ไป (Go!!)” เจ้านายจะพูดว่า “ไปกันเถอะ!! (Let’s Go!!)” พูดง่ายๆ ก็คือ เจ้านายจะอยู่คนละฝั่งกับลูกน้อง แต่ผู้นำจะอยู่ฟากเดียวกัน มีคนเคยพูดไว้ว่า ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไร จงให้เงินและอำนาจแก่เขา เพราะนั่นคือสิ่งที่จะดึงเอาธาตุแท้ของคนเราออกมาได้ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่มีช่องทางการทำงานให้ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย ความสำเร็จมาเร็ว แต่สิ่งที่ยังไม่พร้อมคือ ภาวะการเป็นผู้นำ ในโลกที่เต็มไปด้วยวัตถุ เด็กที่ขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างรวดเร็วจะเอาเงินมาซื้อสิ่งที่ตัวเองต้องการก่อนที่จะเอาไปเลี้ยงปากท้องของลูกน้องให้อิ่มเสียก่อน
หลายคนเลือกที่จะซื้อของแพงๆ ก่อนที่จะเอาเงินมาเก็บและลงทุนต่อยอดขึ้นไป ความสำเร็จที่ได้มาเร็วอาจจากไปอย่างรวดเร็ว ถ้าสายป่านเราไม่ยาวพอ และที่สำคัญก็คือ ถ้าเราไม่ได้ “ใจ” ของผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา หากเราขับรถหรูเข้ามาในบริษัทในขณะที่ลูกน้องของเรายังมีคำถามว่า สิ่งที่เขาได้มันคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อนั้นคุณจะกลายร่างเป็นเจ้านายที่ไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขาอีกต่อไป เจ้านายหลายคนพอได้ตำแหน่งเจ้านายมาปุ๊บก็เริ่มพูดจาภาษามนุษย์ไม่เป็นเสียแล้ว เสียงออกจากปากต้องตะเบงออกมาเป็นคำสั่ง ต้องเจ็บแสบ ต้องเหน็บแนม จำไว้อย่างนะคะ มนุษย์เราไม่จำคำสั่ง แต่จะจำตัวอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากจะเป็นแรงผลักดันให้ลูกน้องทำงานให้สำเร็จ ตัวคุณนั่นแหละที่ต้องทำออกมาให้ได้เสียก่อน และต้องทำออกมาให้ได้ดีกว่าลูกน้องด้วย เมื่อลูกน้องเกิดคำถาม คุณไม่ใช่แค่ต้องตอบคำถามได้ ความเคารพนับถือมันจะมาก็ต่อเมื่อคุณร่วมทำงานแก้ปัญหาเคียงบ่าเคียงไหล่พวกเขา เมื่อไหล่ของพวกคุณอยู่เคียงกัน นั่นแปลว่าคุณยืนอยู่ฝั่งเดียวกับลูกน้องของคุณแล้ว ที่สำคัญอีกอย่าง เมื่อคุณก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านายแล้ว มันจะมีพายุลูกแล้วลูกเล่ากระหน่ำมาหาคุณ เป็นพายุของการประจบสอพลอ ขอให้เลือกฝั่งเลือกข้าง ถือหางคนนั้น ไม่เอ็นดูคนนี้ ซึ่งยุทธวิธีจะแยบยล หากคุณไม่ยืนอยู่ให้มั่น ไม่มองทุกอย่างให้เป็นกลาง คุณก็จะได้ความรักความนับถือจากลูกน้องเพียงบางกลุ่ม และจงจำไว้ให้มั่นว่า ความรักจากลูกน้องที่ประจบสอพลอนั้น มันไม่มีความจริงใจ เพราะวันไหนที่คุณหมดอำนาจ คุณก็ไม่มีค่าต่อพวกเขาอีกต่อไป พระเดชและพระคุณต้องสมดุล และจำไว้อีกอย่างว่า ลูกน้องไม่ใช่เพื่อน อย่าไปคาดหวังความรัก ความเข้าใจ หน้าที่ของเราคือ สร้างคนทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยินดีที่เห็นเขาเติบโต...
ที่พูดมาทั้งหมดนี้... ถ้าเผอิญลูกน้องไม่รักดี ก็ถือซะว่าไม่ได้อ่านก็แล้วกันนะคะ!!! บาย!!!
.......................................
(หมายเหตุ ชีวิตของคนเป็นบอส!! : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



