บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Oculus'

เอกเขนกดูหนัง:'Oculus'

16 พ.ค. 2557

'Oculus' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
 
          หลังจาก The Sixth Sense และ The Others แล้วฮอลลีวู้ดก็แทบจะไม่มีหนังผีฉลาดๆ ปรากฏให้ได้เห็นกันอีกเลย จนกระทั่งการมาถึงของ Oculus
 
          พล็อตของ Oculus อาจจะไม่คมคายเท่า The Sixth Sense หรือบทที่มีการหักมุมอย่างแหลมคมเหมือน The Others แต่หนังก็ใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง ตลอดจนใช้เทคนิคในการตัดต่อได้อย่างชาญฉลาดเหนือชั้นกว่าหนังผีทั่วไป ทั้งๆ ที่มีฟุตเทจจำกัด เนื่องจากเหตุการณ์ในหนังเกือบตลอดทั้งเรื่องเกิดขึ้นในบ้านเพียงหลังเดียว
 
          Oculus เล่าเรื่องคู่ขนานกันไป โดยตัดสลับเรื่องราวของสองตัวละครหลักพี่น้องตระกูล ‘รัสเซล’  เคย์รี่และทิม ในช่วงเวลาปัจจุบันและ 11 ปีก่อนหน้า โดยตัวหนังนั้น ทั้งผูกปมและคลายปมในเวลาเดียวกัน หนังเปิดเรื่อง ณ ปัจจุบันขณะ เมื่อ เคย์รี่ ตัดสินใจประมูลกระจกเงาโบราณ มาไว้ในครอบครอง จากนั้นเธอนำมันไปตั้งในบ้าน และกระทำการเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง จากนั้นหนังตัดกลับไปเล่าเหตุเขย่าขวัญที่เกิดขึ้นในบ้านของตระกูลรัสเซล ซึ่งผู้เป็นแม่ถูกทรมานจนตายอย่างทารุณ ส่วนพ่อก็ถูกฆ่าตาย โดยลูกชายคนสุดท้ายถูกส่งเข้าไปอยู่สถานกักกันในฐานะฆาตกรหลังจากพวกเขาซื้อกระจกเงาโบราณบานหนึ่งมาตั้งประดับไว้ในห้องทำงานของอลัน ผู้เป็นพ่อ และตั้งแต่นั้นก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
 
          ความโดดเด่นของ Oculus ส่วนหนึ่งมาจากการตัดต่อลำดับภาพ ที่ไล่เรียงเหตุการณ์คู่ขนานกันระหว่างวัยเด็กของเคย์รี่และทีม ที่เผชิญกับฝันร้ายของครอบครัวโดยเฉพาะสิ่งที่เกิดกับพ่อแม่  และในช่วงเวลาที่พวกเขาเติบใหญ่เข้าสู่วัยรุ่นหนุ่มสาว ที่กลับมาเผชิญหน้ากระจกโบราณอีกครั้ง เพราะคิดว่าเจ้าสิ่งนี้ น่าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับครอบครัว การลำดับภาพสลับไปมา ไม่เพียงสามารถอธิบายเรื่องราว ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ได้อย่างกระจ่างแจ้ง หากแต่ยังมีชั้นเชิงของการผูกปมและคลี่คลาย โดยเว้นช่วงจังหวะเวลาได้อย่างน่าติดตาม และถึงแม้เราจะสามารถคาดคะเนตอนจบได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่วายที่หนังยังเก็บรายละเอียดบางอย่างนำมาใช้เพื่อหักมุมจบท้ายเรื่องได้อย่างสะเทือนใจ
 
          ไม่เพียงชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ความยอดเยี่ยมในงานลำดับภาพ และการสร้างอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทที่ทำได้อย่างเป็นที่น่าพอใจแล้ว การแสดงของเหล่านักแสดงรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น แอนนาไลซ์ บาสโซและคาเรนกิลแลนในบทเคย์รี่วัยเด็กและโตเป็นสาวรุ่นก็ถ่ายทอดอารมณ์ความหวาดผวาจากการถูกคุกคามได้เป็นอย่างดี
 
          จะว่าไปแล้วเส้นทางของ Oculus กว่าที่จะประสบความสำเร็จก็เหมือนดูจะไม่ได้มาง่ายดายนัก เพราะตัวหนังถ่ายทำกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2012 โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์แต่กว่าจะได้ฉายก็ปาเข้าไปเกือบปีแถมยังฉายแค่ในเทศกาลหนังโตรอนโต แคนาดา เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาซึ่งการได้เสียงตอบรับที่ดีด้วยการคว้ารางวัลขวัญใจมหาชนอันดับ 2  หรือ พีเพิล ช้อยส์ ในสาย Midnight Madness ก็เป็นอานิสงส์ที่ทำให้หนังถูกนำออกฉายให้ได้ชมกันในวงกว้างในเวลาต่อมา แต่ก็กินเวลานานอีกครึ่งปีจนในที่สุด Oculus ได้มีโอกาสเข้าฉายในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขรายรับเป็นที่น่าพอใจกว่า 28 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างที่ลงไปแค่ 5 ล้านดอลลาร์ โดยผู้กำกับ ไมค์ ฟลานาแกน ดัดแปลงบทหนังเรื่องนี้มาจากหนังสั้นของตัวเองเรื่อง Oculus: Chapter 3 - The Man with the Planที่เคยทำเอาไว้ตั้งแต่ปี 2006 มาปัดฝุ่นใหม่ และพยายามเดินหน้าหาทุนเอง หลังประสบความสำเร็จจากการหาทุนผ่านเว็บไซต์ระดมทุนสร้างหนังชื่อดังอย่าง คิกสตาร์ทเตอร์ ด้วยผลงานเรื่อง Absentia ในปี 2010 ซึ่งก็พอจะทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก จนมีโอกาสได้ทำหนังฮิตอย่าง Oculus ในเวลาต่อมา แต่งานที่เป็นอาชีพเลี้ยงตัวของไมค์ กลับเป็นงานโปรดิวเซอร์รายการสารคดีโทรทัศน์ทางช่องอีเอสพีเอ็นที่ทำมาตั้งแต่ปี 2002
 
          ไมค์สนใจงานด้านภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็กเขาเคยทำหนังสั้นโดยใช้กล้องวิดีโอวีเอชเอสในการถ่ายทำและตัดต่อซึ่งก่อนจะมาเป็นผู้กำกับเขาผ่านงานช่างภาพและคนตัดต่อรายการโทรทัศน์มาอย่างโชกโชน (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดการตัดต่อใน Oculus ถึงได้โดดเด่นนัก)
 
          ว่ากันว่า หนังผี หนังเขย่าขวัญ หรือกระทั่งหนังสัตว์ประหลาด ถือเป็นสนามประลองในการฝึกปรือ เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ได้ทดลองหาแนวทางใหม่ๆ ของคนทำหนังรุ่นใหม่ในฮอลลีวู้ด ก่อนจะเติบโตมีชื่อเสียง และหันไปจับงานกำกับหนังที่มีสเกลใหญ่ๆ มากขึ้น ที่ผ่านมา ผู้กำกับเชื้อสายมาเลเซีย อย่าง เจมส์ วาน ก็มีหนังทริลเลอร์ชุด Saw เป็นใบเบิกทางไปสู่การทำงานในโปรดักชั่นที่ใหญ่โตขึ้นใน Insidious 1-2, The Conjuring จนมีโอกาสทำหนังเฟรนไชส์ฟอร์มใหญ่ยักษ์อย่าง Fast&Furious 7 ในที่สุด หรือแม้กระทั่ง Gareth Edwards ผู้กำกับ Godzilla เวอร์ชั่น 2014 ที่กำลังเข้าฉายอยู่ขณะนี้ ก็สร้างเครดิตจากหนังเล็กๆ เรื่อง Monster หนังเขย่าขวัญที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามดินแดนอันตรายที่มีสัตว์ร้ายกลายพันธุ์แฝงตัวอยู่ ก็เป็นหนังเล็กๆ ทุนสร้างไม่กี่ล้านดอลลาร์ แต่กลับได้รับคำชมและทำรายได้ไปหลายเท่าตัว จนได้รับโอกาสสำคัญในการรีเมกหนังอภิสัตว์ประหลาดสัญชาติญี่ปุ่นที่โดนฮอลลีวู้ดกวาดต้อนเข้าสังกัด
 
          ลองมาติดตามกันดูว่า ชื่อของ ไมค์  ฟลานาแกน อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ จะมีโอกาสได้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ มีเครดิตเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามองคนต่อไปหรือไม่
 
.......................................
(หมายเหตุ 'Oculus' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)