
เล่นหูเล่นตา:'ข้างหลังภาพ'
28 เม.ย. 2557
'ข้างหลังภาพ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
หลายคนบนโลกแห่งความจริงอยากก้าวเข้ามาเป็นคนมีชื่อเสียง มีตัวตนในโลกมายา มันไม่ง่ายเหมือนกับการถามว่า “มีถั่วมั้ย?” ที่ใครๆ ก็พูดได้ ทำได้ ... นอกเหนือจากความสามารถ โอกาส และวาสนาแล้ว สิ่งที่ต้องมีเป็นอย่างแรกคือ “ความเข้าใจ” และ “ความอดทน” … ต้องเข้าใจสภาพและผู้คนที่เราต้องเข้าไปอยู่ว่าใครเป็นใครและเป็นอย่างไร บางเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ได้มาเพื่อให้ตั้งคำถาม แต่มาเพื่อให้ยอมรับว่า “มันต้องเป็นอย่างนั้น!” ... เหตุผลส่วนรวมต้องมาก่อน “เหตุผลส่วนตัว” เสมอ จนในที่สุดคำว่า “ตามน้ำ” หรือ “ตามนั้น” จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดและปลอดภัยได้ (แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม) เก็บคำว่า “ อุดมคติ ” และ “ติสต์แดก” ไว้เฉพาะในห้องนอน ถ้าเข้าใจตรงกันอย่างนี้แล้วก็ ... “ขอต้อนรับเข้าสู่วงการมายา”
ภาพในหัวของคนทั่วไป นักแสดง นักร้องที่มีชื่อเสียง มักจะได้แต่งตัวสวยๆ มีกล้องคอยตาม มีคนคอยกรี๊ด ได้ไปตามงานใหญ่ๆ เดินบนพรมแดง ได้รับการปฏิบัติดูแลพัดวีเป็นอย่างดี ... นั่นมันคือ “ภาพลักษณ์” ที่จะต้องเป็นไปในแนวนั้น แต่ “ข้างหลังภาพ” มันไม่ง่าย ไม่สบายแบบนั้น และทุกๆ คนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้เพื่อให้ “งาน” สำเร็จลุล่วง ใครจะรู้บ้างว่าเหล่านักแสดงลำบากลำบนกันแค่ไหนกว่าจะเล่นละครจบไปแต่ละเรื่อง เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องทุกฉากที่ถ่ายตามบ้านหลังใหญ่ทรงหลุยส์โรมันหรูหราหมาเห่า บางทีก็ต้องตามป่าตามเขา เวร่ำเวลายิ่งไม่ต้องพูดถึงตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นจนจะขึ้นใหม่ของอีกวัน (ถ้าเรื่องนั้นถ่ายไปออกอากาศไป) ... แหม่ อีนี่เป็นนักร้องดันไปรู้เรื่องนักแสดง อาศัยฟังจากพวกดาราเขาเล่ามาอีกที ทำให้ได้รู้ว่างานบันเทิงมันก็ลำบากพอกันกว่าจะก้าวไปสู่คำว่า “สำเร็จ” … ย้ายมาเล่าเรื่องของนักร้องดูจะเข้าปากมากกว่ามะ? แม้จะไม่เคยไปออกกองแบบนักแสดง แต่นักร้องก็ต้องเปลี่ยนที่ร้องไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะนักร้องสาย “อีเว้นท์” (Event) ที่แล้วแต่ทางออกาไนเซอร์เขาจะบรรเจิดกันไปกับลูกค้าผู้ว่าจ้างแค่ไหน ตั้งแต่โรงแรมยันกลางป่ากลางเขา ร้องเพลงไป ได้ยินเสียงน้ำตกไป อากาศก็หนาว ร้องๆ อยู่แมงเม่าก็บินเข้าปาก เข้าจมูก บางทีแมงเหม็นที่มันชอบปล่อยน้ำมันเหม็นๆ เวลาโดนผิวจะแสบร้อน มันก็บินแวะมาเยี่ยมถึงที่ ... เข้าไปในยกทรงเลยก็มี (ตายคาอก) ร้องเสร็จเปลี่ยนเสื้อตัวแดงเป็นจ้ำๆ นับศพแมงเม่าได้อีกเกือบ 10 ตัว ยังไม่รวมที่กินเข้าไปตอนเห่าบนเวทีจนอิ่ม! นักร้องหรือคางคกไฟ!
ถ้าต้องไปลำบาก หน้าไหนก็พอจะสู้ไหว จะไม่ไหวก็หน้าร้อนนี่แหละค่าคุณตำรวจ เรื่องมันจะไม่จบลงง่ายๆ มันทั้งร้อน ทั้งวึ่นวือ เวิ่นเว้อ ยิ่งจัดงานกลางแจ้ง แค่ช่วงเช็คระบบเสียงบนเวทีก็จะเอาชีวิตไม่รอดกันแล้ว มีเวลาให้เช็กเสียงช่วงกลางวัน พระอาทิตย์เปรี้ยงเผากลางหัวพอดี แม้จะมีเต้นท์พัดลมไว้ให้หลบแดด แต่มันยิ่งแย่กว่าเก่า เพราะอีเต็นท์นี่แหละเหมือนกระโจมอยู่ไฟ พัดลมก็พัดไอร้อนเข้ามาระอุอบอยู่ในเต็นท์ อุตส่าห์ไม่มีลูกมีผัวเป็นตัวตนยังหนีไม่พ้นจะต้องมาเข้ากระโจม “อยู่ไฟ” จนได้ ลองนึกสภาพผู้หญิงแก่แล้วมาตั้งท้องคลอดลูก อยู่ไฟคงไม่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ไวเหมือนคุณแม่วัยสาว อะไรที่มันหย่อนคล้อยคงจะย้วยหนักกว่าเก่ามะ? ฉันเลยต้องหนีออกจากเต้นท์ไปตายเอาดาบหน้า ไปอาศัยหลบในเต้นท์เครื่องเสียงที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณสวนคนละฟากฝั่งกับเวที แต่แดดมันก็ยังสะท้อนจากพื้นปูนสาดส่องไอร้อนระอุให้ฉันอยู่ดี นั่งรอ 2 - 3 ชั่วโมงถึงเวลาเช็คเสียงตัวเองบนเวที ใส่แว่นกันแดดขึ้นไปไม่ช่วยอะไรกรูเลยค่า คนที่เหงื่อไม่ค่อยออกอย่างฉันคราวนี้เหงื่อแตกพลั่กยังกะหมูน้ำตก หันไปมองวงทาเคชิที่กำลังเช็กเครื่องดนตรียังกับฝนตกใส่ ตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ คาดว่าอุณหภูมิเวลานั้นคงประมาณเกือบๆ 40 องศา พอจะอุปมาอุปไมยเอาได้ว่านรกก็คงร้อนประมาณนี้แหละ! แต่ยังไม่ตายเลยแล้วทำไมเวรกรรมมันตามทันเร็วนัก! ดื่มน้ำเป็นขวดๆ มันก็ไม่ช่วย ฟาดไอติมเย็นๆ ไป ก็ไม่ดีขึ้น รีบซ้อมรีบหนีตายลงจากเวทีกันทุกคน แยกย้ายกันไปหาที่อาบน้ำอาบท่า ฉันกลับคอนโดมาอาบน้ำแต่งหน้าทำผมแล้วค่อยกลับไปใหม่ ...
กลับมาที่งานเพื่อร้องเพลงและเล่นจริงบนเวทียาวเกือบ 20 เมตร คนดูนั่งโต๊ะจีน 3,000 กว่าคน ตะวันลับฟ้าไปแล้ว แต่ไอร้อนระอุลอยตัวขึ้นมาสร้างความอบอ้าวเร้าหรือให้ไม่จบสิ้น ก้าวลงจากรถแอร์เย็นเฉียบ 22 องศา ลงมาปะทะความอบอ้าว 35 องศา สักพักเหงื่อก็เริ่มซึมแตกเป็นเม็ดไหลเป็นทาง “เหงื่อตกกีบ” ทำงานเยี่ยงวัวควาย ชุดสวยๆ ก็หดแนบติดตัวเพราะชุ่มเหงื่อ วิ่งขึ้นวิ่งลงเปลี่ยนชุดใหม่ก็กลับมาเปียกอยู่ดี คนดูที่นั่งกินโต๊ะจีนบางส่วนก็ลุกจากเก้าอี้มาออกันหน้าเวที มาดูเมียงูในงานมหรสพ บ้างก็ชวนเสวนาปฏิสัมพันธ์ อุ้มลูกจูงหลานมาให้จับไม้จับมือ อีกนิดจะเอื้อมมือไปกวาดยาแล้ว! ยืนร้องอยู่ดีๆ คุณพี่ (ของพ่อ) ท่าหนึ่งเดินโซเซขึ้นมาบนเวที แล้วถอดสร้อยประคำห้อยพระจะสวมคอฉัน ดีนะที่หลบทัน ไม่งั้นจะต้องร้องกรี๊ดชักดิ้นชักงอ แล้วร้องว่า ... “ช่วยด้วย... ช่วยเมียด้วย” คุณพี่ท่านนี้ยิ่งมีท่าทางและหนวดเคราเหมือนหมอผี อยู่สักพักก็มีคนพาแกลงจากเวทีไปสวยๆ ร้องต่อไปสักพัก คุณพี่อีกท่านก็เดินขึ้นมาพุ่งตรงมาหยุดตรงหน้าฉันแล้วโค้งหนึ่งที จากนั้นแกก็เต้นไม่แคร์สื่อ “เอิ่ม ... นักร้องหน้าไปทางแม่เล้ามากกว่าสาวรำวง นี่คุณพี่เมามาจากบ้านหรือเพิ่งมาเมาในงานคะ” ไม่เคยมีผู้ชายหน้าตาดีโผล่ขึ้นมาทำอะไรแบบนี้บนเวทีสักคน เฮ้อ ... เข้าใจรึยังล่ะว่า อาชีพนักร้องน่ะสุ่มเสี่ยงกับการถูกล่วงล้ำก้ำเกย บาป-บุญ เขาเลยให้ฉันมี “หน้าเป็นอาวุธ” จะได้ไม่ถูกล่อลวงได้ง่ายๆ หรืออย่างน้อยคนจะได้ “กลัว”
เกิดเป็นนักร้อง นักแสดงไทยต้องอดทนและมีสติ เพราะในเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง เราก็ต้องเอาตัวรอดก่อนที่จะมีคนมาช่วย ... บางงานคนเมาจู่ๆ ก็จะกอด จะหอมบ้างล่ะ แต่ไม่รู้ทำไมฉันรอดมาได้ทุกที! (อยากจะคุยว่า “สวย” งี้!) การแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้านอกจากรู้รักษาเอาตัวรอดแล้ว ยังต้องรักษาหน้าคนที่บุกขึ้นมาไม่ให้เสียหน้า ด้วยการพูดอะไรขำๆ บ้าๆ บอๆ เบี่ยงประเด็นเพราะที่เขาทำไปก็เพราะเมา ไม่ใช่เพราะนักร้องสวยเซ็กซี่ ปลุกเร้าอารมณ์จนอดใจไม่ไหวซะหน่อย!
การเป็นคนมีชื่อเสียงมันไม่ง่าย กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องใช้ประสบการณ์และผู้คนขัดเกลาอย่างเข้าอกเข้าใจ ... มันคือาชีพที่ทำให้คนมีความสุข ส่วนตัวเราเองจะมีความสุขหรือไม่นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครรับรู้ จงแสดงเฉพาะด้านที่ขจะทำให้คนมีความสุขเท่านั้น เพราะชื่อเสียงที่ได้มาจากความสุขที่ให้ ...
.......................................
(หมายเหตุ 'ข้างหลังภาพ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



