บันเทิง

หนุ่ยรู้โลกรู้:'Cee-her-again'ภาคต่อ@Ceemeagain

หนุ่ยรู้โลกรู้:'Cee-her-again'ภาคต่อ@Ceemeagain

22 เม.ย. 2557

"Cee-her-again" ภาคต่อ @Ceemeagain : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์

 
 
 
 
          ฉบับนี้กุ๊กกิ๊กหน่อยนะครับ ผมเขียนบันทึกตามห้วงอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของสมองที่ปลดปล่อยความรู้สึกออกมาระหว่างการเหาะเหินเดินอากาศ จริงๆบทความนี้ควรถูกนำเสนอในรูปแบบ Blog ในอินเทอร์เน็ตมากกว่าการตีพิมพ์ครับ บอกไว้ก่อนเลย
 
          (เริ่มเขียน : ศุกร์11เมษายน ระหว่างอยู่บนอากาศยาน SQ973 )
 
          ก่อนที่เท้าจะเหยียบประเทศสิงคโปร์
 
          ผมจำเป็นต้องเล่า "เหตุในทริปเกาหลีที่แล้ว" ให้คุณได้ฟัง ก่อนที่ความทรงจำดีๆจะถูกแทนที่ด้วยทริปใหม่ (แหม๊~ อายุมากแล้ว สมองมีเนื้อที่จำกัด ถูกเขียนทับแล้วลืมทู๊กที~)
 
          การ "เล่าอะไรให้ฟัง" ในครั้งนี้ ผมตัดสินใจอยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์เลยล่ะครับว่าจะเล่ามันออกมาดีหรือไม่?
 
          ... ไม่ใครก็ใครก็คงรู้บ้างแหละว่าผมกับคุณซี ฉัตรปวีณ์ เจ้าหญิงไอทีของวงการ มีปัญหาซัมติงรองกัน ก่อนหน้าเราเคยร่วมงานกันอย่างชื่นมื่นในรายการแบไต๋ไฮเทคX2 ยุคคืนวันอาทิตย์เนชั่นแชนแนล (กย.52-พค.54 ..ก็นานอยู่นะ) คนในแวดวงระแคะระคายบ้างว่าเราเกิด"สะดุดห้วงแห่งอารมณ์"กัน หลังจบซีซั่นนั้น เหตุเกิดในช่วงที่ผมกำลังคิดการใหญ่ ระเบิดรายการแบไต๋ไฮเทคออกเป็น 5วัน5ช่อง (Daily5LIVE) เพื่อจัดหนักรายการไอทีให้แผ่ซ่านเต็มช่องดังๆของทีวีดาวเทียม (ช่วงนั้นฟรีทีวีไม่เคยเหลียวแล T-T) ซีเองก็กำลังอยู่ในจังหวะขาขึ้น งานเริ่มรัดตัว และดูทรงแล้วคงไม่สามารถมาจัดรายการให้ทุกวันได้ ..ณ จุดนี้ผมเข้าใจดี ผมรู้ดีว่า "ปีทองของน้อง" กำลังเริ่มต้น มีคนเข้ามาให้ข้อเสนอดีๆมากมาย ก็ดีใจกับน้องด้วยหลังช่วยเชียร์กันมานานกว่า 2ปี สิ่งที่พวกเราทุกคนช่วยกันมันได้ผล ผู้ชมให้การหลงใหลเธอ ลูกค้า,แบรนด์,เอเจนซี่ให้การจดจำ ยอมรับ และถามถึงกันท่วม ผมภูมิใจเสมอที่เห็นความสำเร็จของเธอ นี่จากใจจริงเลย ...แต่แล้วจุดสะดุดก็เกิดขึ้น...
 
          เมื่อเธอเดินมาลาออกด้วยวิธีการกระซิบที่ข้างหูก่อนออกอากาศสดในคืนนั้น... ก็พยายามจะเข้าใจแหละว่าเวลาเธอน้อยลง เลยไม่มีเวลาคุยกับเรามากเหมือนเดิม แล้วก็เป็นไปได้ที่เธออาจเกรงใจจนไม่กล้าหาเวลาพูด เลยมาตัดใจพูดกันตอนใกล้จะออกอากาศในหลักนาที ...คำ"ไม่ทำแล้วนะ" ถูกเปล่งออกมาจากลำคอเธอด้วยเสียงอ่อยๆ อ่อยในระดับที่ผมยังจำน้ำเสียงได้ติดหู และมันกระซวกเข้ามาในหัวใจแบบกรดแต้มไฝคือโดนแล้ว3วิฯถึงค่อยแสบร้อนอิ๊บอ๋าย ...เสียงนับถอยหลัง 5..4..3..2 ดังมาจากผู้กำกับเวที ผมมีเวลาน้อยมากที่จะเคลียร์เรื่องนี้ออกจากสมองก่อนจะกล่าวคำ "สวัสดีคร้าบท่านผู้ชม" ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ..จำความรู้สึกเจื่อนๆที่ปากพูดอะไรไปบ้างไม่รู้แต่สมองมันแยกส่วนคิดไปอีกเรื่อง "อะไร?-ทำไม?-ไม่จริงมั้ง?" ตีวนอยู่ในรอยหยักขณะจัดรายการวันนั้น ... และด้วยรูปแบบรายการในขณะนั้นที่ซีจะถ่ายเสร็จก่อนพวกเรา หมดช่วงแล้วก็กลับบ้านได้เลยเพราะเธอเคยขอไว้ว่าจะต้องตื่นไปอ่านข่าวเช้าช่อง NBT ผมก็เลยไม่ได้พูดคุยอะไรเลยกับเธอในจังหวะผงะนั้น เวลาผ่านไปถึงกลางสัปดาห์ ทีมงานโทรไปแจ้งว่าอาทิตย์นี้มาลารายการหน่อย คุณผู้ชมจะได้ไม่งง สิ่งที่ผมได้รับแจ้งจากทีมงานคือเธอปฏิเสธ ... ก็งงๆอยู่ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรให้เธอไม่สบายใจอีกรึปล่าว ในอดีตกว่านั้นเราเคยเคลียร์ใจกันมาครั้ง (ด้วยเหตุผิดคิวงานบางประการ) ผมบอกถ้าเธอมีอะไรไม่สบายใจให้บอกได้ เธอคอมเม้นต์ว่าการเล่นมุกของพวกเราบางครั้งดูถูกเพศหญิง ครั้งนั้นผมนึกไม่ออกจริงๆว่ามุกไหน แต่ก็รับปากไว้มั่นว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ..  
 
          1สัปดาห์วุ่นๆหลังจากเธอลาออกผมจบงานเจรจาว่าจ้างพิธีกรใหม่ทั้งหมด เราได้พิธีกรหญิงเพื่อลงตารางรายการรูปแบบใหม่ทั้ง 5วัน 5สาว อ่านรายนามแล้วก็ตื่นเต้นพอสมควรที่จะได้ร่วมงานกับมืออาชีพหลายคน สปอนเซอร์ก็ตื่นเต้น เพราะนอกจากเราเปิดรายการรูปแบบใหม่ในช่องใหม่ๆได้แล้ว เรายังเปิดสตูดิโอใหม่ที่ดิจิตอลเกตเวย์สยามสแควร์อีกด้วย ...แฟนๆแบไต๋ฯมากมายเดินทางมาชมปฐมฤกษ์รายการของเรา สปอนเซอร์ ผู้บริหารสถานี และพาร์ทเนอร์การค้าหอบกระเช้ามาแสดงความยินดี ท่ามกลางบรรยากาศดีๆของการต้อนรับแขกเรื่อ ปีเตอร์กวงควงมือถือ,หนึ่งในพิธีกรของเราเหลือบไปเห็นพิธีกรเกลอเก่าเรามาในลุคซุกซ่อนดวงตาอยู่ใต้แว่นกันแดดอันใหญ่ เธอเดินขึ้นมาดูกิจการงานรายการใหม่ แต่แทนที่เราจะได้ยิ้มกัน เธอกลับม้วนลงบันไดเลื่อนไปโดยไม่ได้ทักทายใดๆกันเลย ...วันนั้นผมก็มัวแต่ตอนรับแขกตรงหน้าจนไม่ได้มองออกไปรอบๆ มารู้ภายหลังว่าเธอมา ...
 
          ตลอดระยะเวลาช่วงนั้นผู้ชมจำนวนมากส่งข้อความมาทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กในทำนองว่าเพราะเหตุใดพวกเราถึงถอดน้องซีออก? บางคนบ่นแรงว่าทำไมเราถึงทอดทิ้งเธอ?...ผมทำหน้าที่รักษามารยาทไม่ตอบเหตุผลแบบตรงไปตรงมา แต่ได้ประคองคำตอบให้เธอยังคงดูดีที่สุด ..แต่ก็ไม่ได้เลือกวิธีโกหกเลยซักครั้ง  ...ตอนนั้นลุ้นอยู่เหมือนกันอยากให้เธอพูดอะไรออกมาบ้าง แต่เธอก็เลือกไม่ตอบเลยซักคำถาม ทิ้งให้แฟนๆแบไต๋ฯอึมครึมอยู่พักใหญ่...
 
          ถามว่าที่ผมขุ่นเคืองจริงๆ คือเรื่องลาออกหรือไม่? คำตอบคือ”ไม่ใช่” การลาออกเป็นเรื่องธรรมชาติของวิถีการทำงาน มีพบก็ต้องมีลาจาก เหมือนกับชีวิตคน ชีวิตงานผมผ่านมา15ปี ศรีทนได้เสมอ แต่ที่ผมแหม่งๆ ตะหงิดๆที่สุดมีเพียง2เรื่องเท่านั้นคือ ตอนปีสุดท้ายที่เราร่วมงานกันผมมีลูก (เอ่อ..มีกับภรรยาผมนะครับ อย่าเข้าใจผิด) แต่เธอ "ไม่เคยถามถึงลูกผมเลย" ..วันคลอดไม่ได้มาเยี่ยมอันนี้เข้าใจได้ เพราะมันแค่ช่วงสั้นๆ3-4วันที่โรงพยาบาล แต่พอวันมาถ่ายรายการเทปปีใหม่กันที่บ้านเธอไม่ได้ถามถึง ...  ผมก็ตึงๆบ้างในฐานะพี่ที่คาดหวัง ถึงกับต้องทบทวนระดับความรู้สึกที่มีให้ 
 
          ..ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ผมควานหาพิธีกรใหม่ได้จนครบ5คนด้วยความวุ่นวายยิ่งกว่าซื้อขายหุ้นอิชิตัน วันนั้นที่ใต้ตึกมาลีนนท์ผมได้พบเธอครับด้วยการชักชวนของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่อยากให้ผมนั่งรอเธอลงมาจากห้องส่ง เธอตอบแบบรักษามารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่ท่านนั้นว่า "มีอะไรเรียกใช้ซีได้อีกนะคะ" ผมก็บอกเธอว่า "ไว้เราคุยโทรศัพท์กันยาวๆซักครั้ง โทรมานะ" ..จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เธอยังไม่ได้โทรมา .. 
 
          3ปีผ่านไปไม่ไวเท่าไหร่ มีเรื่องชวนอึดอัดเกิดขึ้นเสมอๆ ข่าวเมาท์แบบปากต่อปากกระจายไปบ้างแบบที่ผมไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและควบคุมเนื้อหาไม่ได้ เจ้าภาพงานต่างๆเวลาเชิญแขกมาร่วมงานก็มักถามผมว่า "งานนี้คุณหนุ่ยจะสะดวกไหมคะ เพราะว่าน้องซีมาด้วย?" ผมก็ อุ้ย! ...จะเป็นอะไรล่ะครับ ไปร่วมได้ครับ สบายมาก"
ผมพูดจริงครับ และผมรักษาความเป็นมืออาชีพ มีนะครับที่เจ้าภาพเชิญมาขึ้นเวทีเดียวกัน งานไหนต้องขึ้นเวทีด้วยกัน ผมก็ขึ้นไปทำหน้าที่อย่างเริงร่า แต่พอลงมาเราก็ร้างลา ถ้าแมทช์ไหนบังคับให้ประจันหน้ากันเราก็แค่ทักกันผ่านๆ ผ่านได้สบายๆเพราะพื้นที่ในงานมีตั้งมากมาย ผมเลือกไปยืนมุมอื่นก็ได้ ..มีบางงาน ก็ตลกดี ลูกค้าชวนทานข้าว ผมกับเธอไปป๊ะกันบนโต๊ะ พยายามจะนั่งห่างๆกันไว้แต่จังหวะก็ประทานให้นั่งตรงข้ามกัน ผมก็เลือกคลุกวงคู่สนทนาด้านข้างของผมแทน ..(แต่หูหันไปในองศาหน้าเธอ ได้ยินเสียงเธอตลอด!)
 
          ทริปเกาหลีที่เพิ่งผ่านพ้น ก็เช่นเคยล่ะครับที่เจ้าภาพ LG ถามก่อนเพื่อความสบายใจ ซึ่งผมก็สบายใจอยู่แล้วครับที่จะไป จินตนาการเหมือนทัวร์ทั่วไปที่นั่งกัน 30-40คนเต็มคันรถ... แต่แล้วก็กลายเป็นทริปกระชับพื้นที่คือมีกันแค่ “7คน” หันไปทางไหนก็ต้องเจอกันแหละครับทีนี้ ซีเดินทางไปกับคุณแม่ ส่วนผมเดินทางไปกับอดุลย์ลูกน้องหัวแก้วหัวแหวนแผนกยิงมุกของผม กำชับกับอดุลย์ว่าไม่ต้องยิงมุกเรื่องนี้ #เข้าใจตรงกันนะ 
 
          ... 3วันของการทำงานแข่งขันกันคว้าข้อมูลจากแหล่งข่าวเพื่อให้ได้รายงานชิ้นที่ดีที่สุดผ่านไป ..ผมยอมรับครับว่าแม้จะยังคงคอนเซปต์สงวนท่าที แต่ก็พูดจาปราศรัยกับเธอไปมาก มากที่สุดในรอบ3ปีนี้เลยล่ะ 
 
          ก่อนบินกลับไทยที่สนามบินอินชอน เธอยื่นถุงขนมให้ถุงหนึ่งที่หน้า Gate ผมไม่ได้มองหรอกว่าเป็นอะไร แต่เธอพูดว่า "ฝากให้น้อง" ..ผมเงยหน้ามามองหน้าเธอชัดๆแล้วถามว่า "รู้ด้วยเหรอว่าพี่มีลูก?" ...เธอตอบว่า “คิดถึงอยู่ตลอดแหละ" ...หน้าผมยังไม่ยิ้มนะครับ แต่ใจมันยิ้มไปแล้ว เหมือนโดนไขใจที่โดนขังไว้มานาน ...ผมจะอ้าปากคุยกับเธอต่อหวังจะเคลียร์ใจให้จบๆ ปรากฏอดุลย์ตัวดีเข็นรถมาชนและของตก ...เลยหลุดจังหวะพูดไป ... เครื่องบินพาเรากลับสู่กรุงเทพฯด้วยการใช้เวลาบินราว4ชม.40นาที เรานั่งใกล้กันแต่ไม่ติดกัน จึงไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ...ก่อนลงจากเครื่องบินผมเปิดช่องส้มภาระเห็นถุงของฝากจึงกล่าวคำขอบคุณเธอสำหรับของฝากลูกสาวผม เดินออกมาจากเครื่องเจอดาราใหญ่เกาหลีบินมาด้วย แต่ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าความรู้สึกแบบ”น้อง”ที่ก่อตัวยูเทิร์นมาอีกรอบต่อตัวเธอ
 
          รับกระเป๋าเสร็จ ถึงเวลาต้องแยกย้ายจริงๆแล้ว ผมเชิญทุกคนถ่ายรูปหมู่ โดยอาสาจะเป็นผู้ถ่ายเอง คุณแม่ของน้องซีไม่ยอม ท่านขออาสาถ่ายให้  ซีเว้นที่ว่างตรงกลางข้างเธอไว้ให้แล้วบอก "พี่หนุ่ยมาอยู่ตรงกลางเลย" สตั้นไป 3วิฯ แต่ปฏิกริยาโต้ตอบจากร่างกายคือการยกมือซ้ายไปโอบอดุลย์ไว้และมือขวาทำหน้าที่เดียวกันแต่ไปหาน้องทางขวา หลังถ่ายรูปเสร็จ เธอยิ้มและมองหน้าผมด้วยแววตาที่คล้ายซีที่ผมเริ่มรู้จักเมื่อ 5ปีก่อน เธอบอก  "ทุกอย่างเหมือนเดิมนะ" ... ผมไม่ได้พูดตอบอะไรไปนอกจากภาษากาย แต่จะมาพิมพ์บอกต่อในนี้ว่า …
 
          ”ครับน้อง” 
 
          ทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว ... ต่อจากนี้ไปพี่จะมีแต่ความรู้สึกดีๆให้เธอเหมือนเดิม เคยเอ็นดูเธออย่างไร ก็จะเอ็นดูเธออย่างนั้นนะ
 
          ผมเดินยิ้มหอบสัมภาระออกมาจากสุวรรณภูมิ รู้สึกโล่ง โล่งที่โลกผมกว้างขึ้นอีกนิด เพราะมันไม่ต้องมี “ความรู้สึกโกรธใดๆ” ให้ผมต้องชังใครอีก :)
ถ้าบทความนี้จะทำให้คุณผู้อ่านกลับไปคืนดีกับเพื่อนเก่าที่เคยโกรธเคืองกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องได้บ้าง ผมก็จักยินดียิ่งครับ :) 
 
          ….โทรสิครับ โทรเลย…. เขาอาจรอสายคุณอยู่นาน 3ปีแล้วก็ได้นะ
.......................................
(หมายเหตุ "Cee-her-again" ภาคต่อ @Ceemeagain : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ )