
หนังโรงเล็ก:'แง่มุมของตุ๊กตาในหนัง'
18 เม.ย. 2557
'แง่มุมของตุ๊กตาในหนัง' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ตอนที่คู่รักในหนัง before sunrise เดินพูดคุยอยู่ข้างริมแม่น้ำของคืนหนึ่งนั้น เขาเจอกวีริมทางเดิน เสนอเขียนบทกวี delusion angels เพื่อแสดงภาวะมืดบอดของพระเอกกับนางเอก
บทกวีที่ว่านี้ดังมากในหมู่นักคิดนักเขียน แม้แต่ผู้กำกับหนังคุณภาพอย่าง ฮิโรคาสุ โคเระเอะเดะ ของญี่ปุ่น ก็เคยเอ่ยชมผ่านการสัมภาษณ์ของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งหลายหน เขายังเคยอ้างถึงบทกวี ผ่านคำพูดของตัวละครในหนังอยู่เป็นระยะๆ (after life, hana, nobody knows) แม้แต่ในหนังเรื่องล่าสุดกับ air doll เขาก็เลือกวางบทกวี life is? (ของ ฮิโรชิ โยชิโนะ) อย่างคมคายและแยบยลลงไปในฉากคนแก่ไร้บ้าน ที่นั่งบ่นพึมพำบนเก้าอี้กลางลาน
ชีวิตคืออะไรหรือ ? คำถามนั้นสั้น แต่คำตอบใหญ่เกินและกว้างไกล
คือรถไฟฟ้าที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไป หรือคือลมแผ่วเบาที่พัดเกสรดอกไม้และหมู่ภมร, คือลมอากาศที่พัดเส้นผมของนางเอกและผู้คน หรือคือลมเดียวกันที่ blow ใส่ชื่อหนังบนจอ จนปลิวหาย, คือ ลมจากปากฉัน(พระเอก) ที่เป่าใส่ร่างเธอ (นางเอก) หรือลมจากเครื่องสูบ
จะเป็น “ลมแบบไหน” ก็ตาม เหล่านี้คือสายลมของความคิด ที่ทำการพัดเป่าความหมายของชีวิต เพื่อปรากฏบนจอหนัง
บนจอหนังในฉากแรก, เราจึงเห็นชายบริกรวัยกลางคน ที่คงร้างไร้ในความรัก เขาเลือกสัมพันธ์กับตุ๊กตายางสาวที่ชื่อ โนโซมิ
การปรากฏภาพของ “รถไฟฟ้า” ตั้งแต่ฉากแรกของหนัง มีความเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจกับประเด็นของหนัง คำว่า nozomi เวลาออกเสียง มันไปพ้องกับชื่อรถไฟชินคันเซ็น ที่เคยเร็วที่สุดในอดีต (และในทางหนึ่ง คำว่า nozomi ก็หมายถึงรถไฟด้วยในเวลาเดียวกัน)
ในอดีต ก่อนที่จะมีรถไฟฟ้านั้น สังคมอนุรักษนิยมส่วนหนึ่งเคยแอนตี้สัญลักษณ์ของความเจริญที่ว่านี้ และเมื่อเปิดบริการใหม่ๆ ในสายคนรุ่นหนึ่ง รถไฟฟ้าที่แล่นผ่านไปมาถูกวิจารณ์ว่าทำลายทัศนียภาพและบดบังทัศนวิสัย (ผู้กำกับ โคเระเอะเดะ ชอบใส่ภาพรถไฟฟ้าแล่นในหนังหลายเรื่อง)
ในความรู้สึกของคนญี่ปุ่นช่วงหนึ่ง รถไฟฟ้าคือสิ่งแปลกปลอม (unfamilier) ของเมืองเก่า เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว มันคืออาการเดียวกันกับที่ “ตุ๊กตายาง” (air doll) เป็นอยู่ในสายตาของคนทั่วไป เพราะการเป็นที่ระบายความใคร่ กำหนัดของผู้ชายทุกวัย นั้น ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมของสายตาทั่วไป โดยมาตรฐานความรู้สึก
ถึงตรงนี้ “รถไฟฟ้า” กับ “ตุ๊กตายาง” มีสถานะที่ใกล้เคียงกันมาก คือมีสภาพเป็นสิ่งแปลกปลอม
ถ้าดูหนังแบบใช้สายตาอีกนิด เราก็จะเห็นว่าหลายครั้งที่เห็นตุ๊กตายาง โนโซมิ มันก็มักจะเห็นภาพของรถไฟฟ้าเคลื่อนบ้าง แล่นบ้าง อยู่ข้างๆ ข้างหน้า ข้างหลัง (นับแบบผ่านๆ 17 นาทีแรก มีถึง 4 ครั้งแล้ว)
ฉากที่สำคัญที่สุด ที่สองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันก็คือ ตอนที่ โนโซมิ หนีเจ้าของซึ่งซื้อมันมา แล้วหลบอยู่หลังเสาปูนตอม่อ แบ็กกราวน์มีรถไฟฟ้าแล่นผ่าน ด้วยเสียงอันดังและน่ากลัว นี่คือฉากแรกที่ตุ๊กตายางมีชีวิตอย่างเธอ รู้สึกเป็นฉากแรกๆ ว่า โลกมนุษย์หรือการเป็นมนุษย์ ไม่ได้ศิวิไลซ์หมดจดอย่างที่มองมา
อย่า “หลงขบวนรถไฟ” ไปชานชาลาอื่นนะครับ เพราะโบกี้ที่ “ควรขึ้น” ตอนนี้ ไม่ใช่ รถไฟฟ้า หาแต่เป็น “ตุ๊กตายาง”
หลังจากผ่านการ “ทำรัก” จากคนที่ซื้อมัน ตุ๊กตายางโนโซมิ กลายเป็นมีชีวิต สามารถลุกขึ้นมาเดินไปไหนมาไหนแบบคนปกติ หนังใช้การเดินได้ของเธอ เป็นการเคลื่อนที่เพื่อสำรวจ ตรวจตราและเฝ้ามอง “หลายชีวิต” ที่เป็นไป ทั้งสาวนักบริโภคที่หม่ำไม่หยุดหย่อน, คนเก็บขยะ, สตรีสูงวัยที่กลัวความแก่, ชายวัยกลางคนที่ซื้อมันมา, ชราชราไร้บ้านที่นั่งบนเก้าอี้ แต่ที่ดูจะเวิร์กที่สุด ก็คือ การเข้าไปในร้านเช่าวิดีโอ (เออ-ออกันท่าไหน เธอก็กลายเป็นพนักงานของร้านในที่สุด)
ชีวิตในร้านเช่าวิดีโอนั้น ถูกถ่ายด้วยมุมมองที่แปลกตาออกไปจาก “นอกร้าน” ความมีสีสันและดูมีชีวิตชีวาที่ว่านี้ เพราะมันคือพื้นที่และโลกของหนัง ที่มีความสุข ไม่ต้องการเหตุผล (เหมือนไม่ต้องถามว่า ทำไมตุ๊กตายางทำไมมีชีวิต) ไม่ปรารถนาเงื่อนไข (เหมือนเราสามารถเห็นทุกอย่างในหนังและสนุกไปกับมัน)
และนี่คือ Air Doll อีกหนึ่งหนังที่มีความหมายแฝงอยู่มากมาย
.......................................
(หมายเหตุ 'แง่มุมของตุ๊กตาในหนัง' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



