
เล่นหูเล่นตา:'เห็น-เป็น'
'เห็น-เป็น' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ฉันบอกพี่สาวฉันหลังจากฟังเรื่องราวของคนที่นางปลื้มจากการได้อ่านได้ฟังแล้วนางก็เอามาชื่นชม การผ่านโลกมาเกือบครึ่งศตวรรษของฉัน เรียกง่ายๆ ว่า “แก่!” มันทำให้ฉันต้องคิดให้ลึกและกว้างออกไปกว่าแค่เชื่อไปตามที่ใครบอกเล่า นั่นทำให้ฉันไม่ใช่คน “โลกสวย” มีเพียงโลกแห่งความจริงที่ไม่ง่ายอย่างใครคิด มันซับซ้อนและยุ่งยาก วุ่นวายหลายมิติ แม้ไม่ใช่โลกสวยแต่โลกนี้ก็ไม่ได้ร้ายจนเกินไปเกินกว่ามนุษย์จะรับไหว ทุกสิ่งในโลกใบนี้มี 2 ด้านเสมอ แม้แต่ในคนคนหนึ่งก็มีทั้งความดีและความชั่วผสมอยู่ในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีใครดีสุดๆ หรือเลวบริสุทธิ์ ทุกคนล้วนถูกหล่อหลอมด้วยผู้คนและเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มีแรงต้านความชั่วมากน้อยต่างกันตามต้นทุนความดีที่มีอยู่ในตัว บางคนดียังกับพระมาเกิด นั่นก็เพราะมีต้นทุนความดีในตัวสูง ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับความเลวร้ายใดๆ ความดีในตัวก็ไม่เปลี่ยน ยิ่งจะแข็งแรงและมั่นคงขึ้น(คนที่ดีแบบนั้นที่ฉันรู้จักในชีวิตคือ โก้ มิสเตอร์แซกแมน)...คนเราใช้ “การกระทำ” เป็นตัววัดว่าใครดีใครเลว มันเป็นเพียงมาตรวัดแบบผิวเผิน ไม่อาจตัดสินถูกผิดแท้จริงได้ คนบางคนทำไม่ดีเพราะถูกบังคับหรือเพราะความจำเป็นบางอย่าง และการกระทำดีของบางคนก็มีนัยแอบแฝง บางครั้งเราก็แยกไม่ออกว่า กระทำจริงหรือแค่... “แสดง” ช่างเถอะ!...ขอเพียงสิ่งนั้นเกิดประโยชน์ต่อสังคมและไม่มีผลข้างเคียงตามมา (ผลประโยชน์ในอนาคต)...นั่นก็ถือว่าทำดีแล้ว ดีกว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ คอยแต่จ้องจับผิดว่าทำดีเอาหน้า...เฮ้อ !…ไม่สงสัยสักเรื่องก็ไม่มีใครว่าโง่มะ! ถ้าจะต้องจับผิดใครก็ควรหันมาจับที่ “ใจ” เราเอง ทำไมจึงมีจิตอกุศล?ควรจะหยุดแล้วขัดเกลาใจตัวเองด้วยการมองคนในแง่ดีบ้าง ให้โอกาสและให้อภัยให้เป็น เพราะจิตที่เป็นกุศลก็คือบุญอย่างหนึ่ง การรักษาศีล 5 ให้ได้มันง่ายกว่าการตะเกียกตะกายไปทำบุญไกลๆ เป็นไหนๆ พระท่านสอนว่า “โจรที่ไหนก็ทำบุญได้ แต่การรักษาศีล คนดีเท่านั้นที่จะทำได้” เหนือกว่านั้นคือ “การให้อภัย” เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่เพราะเราจะต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้เสียก่อน ข้ามความโกรธ เกลียด เคียดแค้นและพยาบาทไปสู่หนทางแห่งการปล่อยวาง นั่นคือ “อภัย” (คนเขียนก็ทำไม่ค่อยได้หลายทีที่สวมวิญญาณ “อีสา” ให้สาสม) และเสียอะไรไปก็ไม่เท่ากับ “เสียกำลังใจ” ขออย่าเสียกำลังใจในการทำความดี แม้ไม่มีใครเห็นและไม่ได้อะไรตอบแทน เพราะ “คนดีต้องทำความดี” อย่างที่ในหลวงทรงสอนไว้
“พี่คนนี้เขาคงรวยมากเลยนะพี่” นังนุชนาฏ พูดถึงคนคนหนึ่งที่รู้จัก
“มองให้เห็นความจริงนุช อย่ามองแค่เปลือก คนที่พูดถึงเงินจำนวนมากๆ แต่งตัวดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรวยจริงเสมอไป มันเป็นเพียงภาพที่เขาสร้างขึ้นเพื่อสื่อสารกับคนภายนอก ต้องการให้เชื่อยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น...คนรวยจริงที่พี่รู้จักนะแต่งตัวธรรมดาๆ และไม่เคยพูดถึงเรื่องเงิน เขารวยเลยขีดจะอวดใครแล้ว...”
“ไหนบอกพี่ทีซิ ถ้าไม่ได้บ้า คนประเภทไหนมานอนอยู่ข้างถนนแบบนี้?” ฉันถามกลับนังนุชบ้าง
“คนหนักไม่เอาเบาไม่สู้” นุชตอบ
คนทั่วไปที่เดินผ่านหน้าคนจรจัดที่นอนอยู่ข้างถนนจะรู้สึกอยู่ 2 อย่าง คือไม่รังเกียจก็สงสาร ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลังเพราะคนไทยใจดีและขี้สงสาร บ้างก็โยนเศษสตางค์ให้เอาไว้ซื้อข้าวกิน แต่ถ้าใช้ความคิดแทนอารมณ์ เราจะเห็นว่า แม้ในสังคมทุกวันนี้ที่เงินทองจะหายาก การแข่งขันสูง ทุกคนต้องต่อสู้ปากกัดตีนถีบ แต่ก็ยังมีงานสุจริตให้ทำอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่เกี่ยงงานหนักและค่าแรงน้อยไม่คุ้มค่าเหนื่อย ก็จะไม่มีคนตกงาน “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ถ้าจะตายก็เพราะใจไม่สู้! เหนื่อยก็หลับสักคืน ตื่นมาเรี่ยวแรงก็จะกลับมาเหมือนเดิม... เมื่อธรรมชาติได้สร้างอวัยวะ 32ให้แก่เราเพื่อขวนขวายดิ้นรนทำมาหากิน ให้ใจฮึดสู้ไว้ ให้ความฝันไว้ให้ไล่ตามหา ให้อุปสรรคไว้ฝ่าฟันเพื่อให้รู้ถึงศักยภาพในตัวเรา และไม่มีสิ่งใดในโลกที่หนักหนาเกินกว่าจะรับมือ ตราบเท่าที่ธรรมชาติสร้างโลกไว้ให้เป็นที่อยู่ของมนุษย์...จงปรับตัวเพื่อความอยู่รอด...และถ้าขี้เกียจจะสู้กับชีวิตก็มีแค่ 2 ทางเลือก หายใจแต่ไร้ตัวตนอยู่ข้างถนน หรือหยุดหายใจ...ความคิดฝันว่าจะร่ำรวยนั้นอยู่ปลายทาง ต้นทางต้องขยันทำวันนี้ให้ดีที่สุด อย่างน้อยแม้จะไม่รวยแต่ก็ “รอด” ...บนโลกใบนี้เราต่างเป็นนักสู้ต่างสนามรบ เราอาจเป็นนักรบในสนามรบเล็กๆ ในขณะที่คนมั่งมีก็เป็นนักสู้ในสนามรบใหญ่ๆ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร จงพอใจในสิ่งที่เรามีและเป็น ส่วนความร่ำรวยนั้นต้องอาศัยสติปัญญา โอกาส โชควาสนา ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในทุกคน ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ ในส่วนดีก็ยังมีส่วนเสีย เงินไม่อาจซื้อความสุขได้ สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ ถึงจะรวยล้นฟ้าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ เหลือเพียงแค่ความดีความชั่วที่ยังคงอยู่ จะให้คนชื่นชมหรือสมน้ำหน้าก็ขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรไว้ตอนที่ยังหายใจอยู่...ความร่ำรวยคือ “มูลค่า” แต่ความดีคือ “คุณค่า” คนรวยบางคนมีแต่คนเกลียด แต่คนดีมีแต่คนรัก ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างวัตถุกับจิตใจ...
ท่ามกลางผู้คนมากมายบนท้องถนน เราเห็นแต่เพียงภายนอก ไม่มีวันรู้ได้ว่าใครเป็นอย่างไร คนไหนเป็นคนดี คนไหนเป็นคนเลว เราไม่สามารถบังคับหรือตัดสินใครจากสิ่งที่เห็นได้ แต่เรารู้อยู่กับตัวว่าเราเป็นคนดีหรือคนชั่ว...นี่แหละที่สำคัญ!
.......................................
(หมายเหตุ 'เห็น-เป็น' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



