บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม:เปลือกอเมริกัน

มองผ่านเลนส์คม:เปลือกอเมริกัน

03 เม.ย. 2557

เปลือกอเมริกัน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภร์ บูรภาเดชะ

 
 
          เช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 เจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองนิวยอร์กพบชายหนุ่มผิวดำคนหนึ่งชื่อว่า อมาโด ไดอาโล ที่มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกับผู้ต้องสงสัยในคดีข่มขืนต่อเนื่อง เมื่อตำรวจเรียกให้อมาโดหยุด เขากลับวิ่งหนีเข้าไปในอาคาร พลางทำท่าจะล้วงมือเข้าไปหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าแจ็กเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายตัดสินใจลั่นไกปืนทันที
 
          อมาโด ไดอาโล ไม่ได้ล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบอาวุธ เขาเพียงจะหยิบกระเป๋าสตางค์เท่านั้น
 
          จากการชันสูตรพลิกศพ ร่างกายของ ไดอาโลถูกกระสุนทั้งหมด 19 นัด แต่ปลอกกระสุนทั้งหมดที่อยู่ในที่เกิดเหตุมีจำนวนมากถึง 41 นัด
 
          เรียกว่าเป็นการ กระหน่ำยิง ก็คงไม่ผิด
 
          เป็นการกระหน่ำยิงใส่ผู้ต้องสงสัยที่ไม่ใช่ผู้ผิด และเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมายที่ดูรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างยิ่ง
 
          เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการประท้วง การแสดงความไม่เห็นด้วยจากผู้คนมากมาย ตั้งแต่ดารา นักการเมือง สื่อมวลชน จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอเมริกา ถึงขนาดที่หนังสือเอาเรื่องนี้ขึ้นปกมาแล้ว
 
          กลางปีถัดมา บรู๊ซ สปริงสทีน ศิลปินนักร้อง-นักแต่งเพลงอเมริกันร็อกผู้ยิ่งใหญ่ก็แสดงเพลงใหม่ล่าสุดเพลงหนึ่งของเขาบนเวทีคอนเสิร์ต เพลงนี้ชื่อว่า เป็นเพลงจังหวะกลาง ท่วงทำนองแบบที่แฟนๆ ของ เดอะ บอสส์ คุ้นเคย ดนตรีนิ่งเนิบเคร่งขรึม วลีที่ว่า ถูกร้องซ้ำๆ ย้ำๆ เนื้อหาบางท่อนกรีดลึกเข้าไปถึงกลางใจของเหตุการณ์ตำรวจสังหารประชาชนครั้งนั้น
 
          "มันคือปืน หรือมันคือมีด หรือมันคือกระเป๋าสตางค์ หรือมันคือชีวิตของคุณ
 
          แต่มันไม่ใช่ความลับ มันไม่ใช่ความลับอะไรอีกแล้ว ...เพื่อนเอ๋ย
 
         ว่าคุณอาจถูกฆ่าได้ เพียงเพราะคุณใช้ชีวิตอยู่ในเปลือกอเมริกัน"
 
          เพียงท่อนสั้นๆ ของบทเพลงนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับตำรวจนิวยอร์กหรือ NYPD ถึงขนาดที่ออกมาบอยคอตคอนเสิร์ตของสปริงสทีนกันเลยทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ทำให้ศิลปินผู้กร้าวแกร่งรู้สึกหวั่นไหว เขายังคงเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตต่อไป พอมีข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงจากอาวุธปืนอีกเขาก็อุทิศเพลงนี้ให้กับเหยื่อจากกระสุนปืนอีกหลายครั้ง แล้วพอทำอัลบั้มบันทึกการแสดงสดเขาก็เอาเพลงนี้เข้าไปรวม กระทั่งในอัลบั้มล่าสุดชื่อว่าที่เพิ่งออกมาในปีนี้ เขายังบันทึกเสียงเพลงนี้อีกครั้งในแบบสตูดิโอเวอร์ชันโดยชวน ทอม โมเรลโล แห่ง Rage Against The Machine มาร่ายมนต์กีตาร์อันดุดันใส่ลงไปในเพลงนี้ด้วย 
 
          คำว่า American Skin ที่สปริงสทีนใช้เป็นคำสำคัญของเพลงนี้ มีความหมายที่ชวนขบคิดไม่ใช่น้อย
 
          บรู๊ซ สปริงสทีน ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมตัวยง อัลบั้มที่โด่งดังที่สุดของเขาชุดหนึ่งชื่อว่า Born in The U.S.A. (1984) และบทเพลงของเขามักจะฉายภาพของประเทศอเมริกันและชาวอเมริกันได้อย่างเปี่ยมอารมณ์ นอกจากนี้เพลงของสปริงสทีนยังมีทีท่าแบบที่ในเมืองไทยก็ต้องเรียกว่าเป็น เพื่อชีวิต หรือ สะท้อนสังคม อยู่ด้วย อัลบั้มก่อนหน้านี้ของเขาชื่อว่า Wrecking Ball ก็เป็นอัลบั้มที่สะท้อนทั้งความคิดและความรู้สึกที่มีต่อปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกาอย่างเข้มข้น
 
          แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ อมาโด ไดอาโล ผู้เป็นต้นเรื่องของเพลงนี้ ยังไม่ถึงกับเป็นชาวอเมริกันเต็มตัวครับ เพราะเขาเป็นผู้อพยพจากประเทศกินีต่างหาก
 
          หรือคำว่า เปลือกอเมริกัน ที่ บรู๊ซ สปริงสทีน หยิบมาใช้ จะไม่ได้หมายถึงเฉพาะสถานภาพผู้อพยพของหนุ่มผิวสีคนนี้เท่านั้น แต่มันหมายถึงสภาวะที่เสรีภาพของทุกผู้คนถูกใช้จนเกินขอบเขต อำนาจในมือเจ้าหน้าที่ก็ถูกใช้เกินความพอเหมาะพอดี คำว่าเสรีภาพที่คนในสังคมอเมริกันห่อหุ้มสวมใส่อยู่อย่างภูมิใจ และอย่างลำพองใจนี้ต่างหาก ที่อาจทำให้สังคมตกอยู่ในความกลัว และอาจทำให้ใครบางคนถูก ฆ่า ได้ง่ายๆ
 
          กระสุน 41 นัด ที่ปลิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ น่าจะมากเกินพอที่ตักเตือนเราอีกสักหนว่า เสรีภาพ มีคำที่ควรวางไว้ข้างๆ กันด้วยคือคำว่า ความรับผิดชอบ
 
 
....................................
(หมายเหตุ เปลือกอเมริกัน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภร์ บูรภาเดชะ)