
คมเคียวคมปากกา - คิดถึงครูภู่ อาลัยครูแจ้ง
เขียนต้นฉบับวันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนแปด (แดดเรียกฝน)
วันนี้ ตรงกับวันครบรอบเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ผจญภัยกับผู้คนและประเทศนี้มาแล้ว ๗๗ ปี รวมทั้งวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป ด้วยยังหาสูตรตายตัวไม่ได้ เถียงกันไม่ตก แค่ไหนฝ่ายประชาธิปไตย? แค่ไหนฝ่ายเผด็จการ? แค่คนอื่นคิดไม่ตรงกับตัวเองก็ยกให้เขาเป็นเผด็จการ? หรือแค่รับใช้อำนาจเงินบางคนก็เรียกฝ่ายประชาธิปไตย?
หลายนักเรียกร้องประชาธิปไตย ไยท่าทีพูดและทำ ช่างออกไปทางเผด็จการชอบกล?!
ครับ หนังสือพิมพ์จะวางแผงเป็นของวันศุกร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ตามประสา “คนเจ้าบทเจ้ากลอน” (คำเก่า) หรือตามวิสัยคนนิยมชมชอบโคลงกลอน ย่อมอดมิได้จะต้องคิดถึง “สุนทรภู่ครูกลอน” หรือ “ครูกลอนสุนทรภู่” (วางหน้าวางหลัง สัมผัสกันทั้งนั้นเลย)
ปีนี้ถ้านับเชิงชาตกาล ก็ได้ตัวเลข ๒๒๓ ปี ปีที่แล้วเพิ่งนับเลข ๒๒๒ อยู่เลย นับมาแล้วกี่ปีไม่รู้ รู้แต่โตขึ้นก็ผูกพันกับความเป็นท่าน และคงจะได้นับเลขนับภาษาของท่านต่อไป
ทุกปีแหละครับ วันนี้จะถูกจองตัวไปพูดเรื่องอ่านเขียน หรือเรียกให้ไปร่วมรำลึก “วันสุนทรภู่” ในฐานะผู้ได้อ่าน ได้ประสบการณ์ ได้ปฏิบัติการ และได้แรงบันดาลใจ จากผลงานนิราศทั้งหลายของท่าน แม้มิใช่ผู้รอบรู้ลึกซึ้งเชิงข้อมูลที่ยังมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน แต่เชิงอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ท่านคือกวีเอกในดวงใจจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงกวีเอกของโลกก็ยังได้
ปีนี้จะไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สถาบันการศึกษาที่มีความผูกพัน โดยการเชิญของ ผศ.สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร อาจารย์นักเขียนท่านนี้แม้ย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม แถวบ้านเกิดแล้ว ยังตัดวาสนาไม่ขาดจากสถาบันเดิม พลอยให้ผมมีวาสนาร่วมด้วย
พูดถึง “ยี่สิบหกมิถุนาเวียนมาถึง” (คำเก่า) ชีวิตและผลงานของท่านช่างมหัศจรรย์ ยิ่งนานยิ่งระยิบระยับให้คิดและจินตนาการถึงความเป็นจริง อ่านนิราศท่านจะพบชีวประวัติท่าน อ่านแต่ละครั้งได้อรรถรสใหม่ๆ เสมอ และแม้อ่านความคิดเห็นหลากหลายของคนอื่น ก็ยิ่งได้แง่มุมที่น่าคิดต่อ ไม่ว่าจะจากนักปราชญ์ นักวิชาการ นักสอน นักกวี
ล่าสุด วารสาร “เพลงดนตรี” ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อันมี นิวัติ กองเพียร เป็นบรรณาธิการ โดยอำนวยการของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ก็ขึ้นปกรูปกวีเอกกำลังนั่งร่ำไรกลอนแบบ “นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย” เป็นที่คุ้นตาแล้วว่าท่านหน้าตาท่าทางแบบนี้ ทั้งที่ไม่มีใครวันนี้เคยเห็นตัวจริง นี่ก็มหัศจรรย์จินตนาการอย่างหนึ่ง
ในเล่มมีบทความเรื่อง “โลกทัศน์ทางดนตรี จากสุนทรภู่ถึงครูเส็งระนาด สืบสายสกุลปี่พาทย์แห่งวังหลัง” โดย เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ และ“สุนทรภู่-ครูมีแขก จากโซนาต้าถึงเพลงทยอยเดี่ยว” โดย อติภพ ภัทรเดชไพศาล ซึ่งผู้เขียนล้วนเชี่ยวชาญด้านภาษากวีและภาษาดนตรี
ยามอ่านโคลงกลอนนักเลงกลอนท่านนี้ จะรู้สึกสัมผัสใจในรสดนตรี ภาษาดนตรีและภาษากวีเป็นภาษาชีวิตของท่านเป็นแน่แท้ ครับ ณ ที่นี้ ขอคารวะรูปรสกลิ่นเสียงแห่งอดีตกาล
สุดท้าย ณ ปัจจุบันกาล ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ในวัย ๗๔ ปี ท่านผู้นี้ก็ไม่เคยพบเห็นผูกพันเป็นการส่วนตัว แต่คุ้นหูคุ้นตาในเสียงและรูปอย่างยิ่ง ด้วยท่านเป็นดุจทูตของโลกโบราณอันเข้มขลัง ท่ามกลางโลกสมัยใหม่อันอลหม่าน เสียงขยับกรับขับเสภาของครูแจ้ง เป็นเสียงแจ้งใจแจ้งสมัย ใครได้สดับตรับฟัง ถือเป็นบุญวาสนาแก่โสตประสาท
ผมเองเคยมีวาสนาน้อยๆ ผูกพันกับท่าน เมื่อปี ๒๕๓๘ รายการ “เสภาเมือง” ทางช่อง ๙ อสมท กระหึ่มเสียงครูแจ้งทั้งในเมืองและชนบท ด้วยเสภาให้เกียรติ “ม้าก้านกล้วย” จากคำประพันธ์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ฟังครั้งใด ก็ขนลุกตื้นตันครั้งนั้น
“ครานั้น ครั้นแดด แผดระยิบ ทิศทั้งสิบ เหือดแห้ง แสงอีสาน เจ้าร่างน้อย บากหน้า ฝ่าพนานต์ ขี่ม้า ก้านกล้วย เข้ากรุงไกร...”
เก็บแผ่นภาพและเสียงเสภานี้ติดตัวดุจของขลัง เสียงครูแจ้ง-แจ้งใจให้ชีวิตมีพลังเดินทางต่อ เปิดให้ใครฟัง (โดยมิได้หลงเรื่องตัวเอง) ต่างชื่นชมในสำเนียงมนุษย์สามัญอันแสนวิเศษนั้น
เสมอศักดิ์ยิ่งแล้วที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เรียกขานท่านว่า “ช่างขับคำหอม”
" ไพวรินทร์ ขาวงาม "



