บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'ปาฏิหาริย์...สร้างได้'

ขบคิดขีดเขียน:'ปาฏิหาริย์...สร้างได้'

25 มี.ค. 2557

'ปาฏิหาริย์...สร้างได้' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
 
 
          หญิงยศไม่เชื่อในปาฏิหาริย์...แต่เชื่อในการเอาใจใส่อย่างเป็นพิเศษ... หญิงยศเชื่อว่าถ้าเราใส่ใจ เราสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ด้วยตัวเอง
 
          เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงยศเข้าสู่ช่วงเวลาจิตตกของชีวิต เรียกว่าเป็นช่วงที่ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนมันก็ดูมืดๆ ทึมๆ ไปเสียหมด ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของคนสมัยนี้ที่ดูเหมือนว่าจะทำแบบผ่านๆ ขอไปทีกันเสียเหลือเกิน จิตตกยังยกไม่ทันขึ้น ก็มีเหตุให้ต้องเดินทางอีกแล้ว คราวนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพูดคุยเรื่องของการขอวีซ่าเข้าประเทศสำหรับทีมงานละคร “ทรายสีเพลิง” ที่จะต้องยกกองไปถ่ายทำในนครลอส แองเจลิสในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ข้อดีของการเดินทางก็คือ มันให้เวลาเราได้อยู่นิ่งๆ บ้าง ได้เปิดหูเปิดตา และได้หาสิ่งใหม่ๆ มาใส่สมองมากขึ้น 
 
          ทริปนี้หญิงยศได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม ชื่อว่า “Brain on Fire” เป็นเรื่องของนักหนังสือพิมพ์สาวคนหนึ่งในนิวยอร์กที่ชีวิตกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่วันหนึ่งเธอกลับตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองถูกมัดอยู่กับเตียงในโรงพยาบาล พร้อมกับสายระโยงระยางเต็มศีรษะไปหมด ผู้หญิงคนนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ โดยที่ไม่มีหมอคนไหนสามารถวินิจฉัยได้เลยว่าเธอป่วยเป็นโรคอะไร 
 
          อาการเริ่มแรกของโรคนี้เริ่มต้นจากการเห็นภาพหลอนเป็นระยะๆ จนค่อยๆ เป็นมากขึ้น ไม่มีอยากอาหาร ได้ยินเสียงหลอน มองเห็นภาพข้างหน้าบิดเบี้ยว ไปจนถึงมีอาการจิตหลอนอย่างรุนแรงว่ามีคนตามทำร้าย ชักอย่างรุนแรง จากนักหนังสือพิมพ์ที่คล่องแคล่ว เธอกลายเป็นผู้หญิงที่ไร้สภาพ ไม่สามารถอ่าน เขียน หรือแม้แต่พูดโต้ตอบกับใครได้ เธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ร่างกายค่อยๆ ผ่ายผอม และสุดท้ายลิ้นของเธอก็บวมเป่งออกมาพาดอยู่ข้างริมฝีปากด้านนอก ตลอดเวลาที่อาการของเธอแย่ลงๆ เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนนั้น มีหมอเข้าออกมาตรวจตราดูอาการของเธอเกือบสิบคน สองคนในนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมอทางด้านระบบประสาทวิทยาที่เก่งที่สุดในประเทศ หมอทุกคนให้เธอตรวจเลือด ตรวจเอ็มอาร์ไอ ตรวจระบบประสาททุกอย่าง แต่รายงานทุกอย่างไม่พบอาการผิดปกติใดๆ หลายคนเชื่อว่าเธอคงเป็นบ้าไปแล้ว เพราะไม่มีใครสามารถตรวจหาอาการผิดปกติใดๆ ทางร่างกายของเธอได้เลย จนเธอได้พบกับหมอคนหนึ่ง หมอคนนี้เดินมาจับมือเธอในวันแรกที่พบแล้วยืนยันกับเธอว่าเธอจะต้องหายเป็นปกติ เขาไม่ได้ส่งตัวเธอไปตรวจอะไรเพิ่มเติม แต่เขาทำสิ่งที่หมอคนอื่นไม่เคยทำนั่นคือ เขามานั่งคุยกับเธอโดยตรง จนในที่สุดเขาขอให้เธอวาดรูปนาฬิกาให้เขาดู เมื่อเธอวาดรูปนาฬิกากลมๆ ด้วยความยากลำบาก แล้วค่อยๆ เขียนเลข 1-12 ลงไปเรียงอยู่ทางด้านขวาของวงกลมเพียงด้านเดียว คุณหมอคนนี้สามารถแก้ปมปริศนาอาการป่วยของเธอได้อย่างหมดสิ้น และเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนในการรักษาจนเธอสามารถออกมาพักรักษาตัวต่อที่บ้านได้ แต่หากเธอได้พบกับคุณหมอคนนี้ช้าไปอีกเพียงแค่อาทิตย์เดียว เธอคงถูกย้ายไปไว้ในโรงพยาบาลบ้าและเสียชีวิตในไม่ช้าเพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ชีวิตคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งที่สุดนับสิบคน เธอต้องการหมอที่ “ใส่ใจ” เธอมากที่สุดเพียงแค่คนเดียว 
 
          คนทำงานทุกวันนี้มีความรู้ความสามารถ มีปริญญารองรับ มีพื้นฐานชีวิตมาดี แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ “ความใส่ใจ” ที่จะทำให้งานที่พวกเขาจับกลับกลายเป็นผลงานที่แสนวิเศษ 
 
          หญิงยศอ่านหนังสือเล่มนี้จบ พร้อมกับความคิดที่ทำให้จิตยกขึ้นมาอยู่สองข้อ ข้อแรกก็คือการเอาใจใส่ในงานที่เราทำ ไม่ว่ามันจะทุลักทุเลหรือดูเหมือนจะมืดมนแค่ไหน ถ้าเรามีความตั้งใจและใส่ใจในสิ่งนั้นๆ อุปสรรคทั้งหลายต้องผ่านไปได้ด้วยความเพียรพยายามของเรา
 
          ข้อที่สองก็คือ เวลาที่เราจิตตกมากๆ นั้น เราลืมสิ่งสำคัญไปหนึ่งอย่างก็คือ “สุขภาพ” ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพที่แข็งแรง คำว่าจิตตกนั้นมันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของการซื้อความอ่อนแอของเราเท่านั้น ตราบใดที่สุขภาพเรายังแข็งแรงดี ตราบนั้นไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าความสามารถของเรา 
หญิงยศปิดหนังสือแล้วยิ้มออกในรอบหลายอาทิตย์ คิดขอบคุณชีวิตที่ยังเดินต่อ ในวันที่มืดมน อย่าวนหาแต่ปาฏิหาริย์ ลองใส่ใจในปัญหา อย่าหนีอย่าหลบ แล้วเผชิญสู้กับมัน ตราบใดสองมือยังอยู่ สองเท้ายังดี ต้องมีวันที่เราเดินออกจากปัญหานั้นได้อย่างแน่นอน...
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ปาฏิหาริย์...สร้างได้' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ )