
เล่นหูเล่นตา:'เรื่องมันยาว (3)'
24 มี.ค. 2557
'เรื่องมันยาว (3)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
มนุษย์เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้และยอมรับในความสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียบุพการีและบุคคลอันเป็นที่รัก มันคือกฎธรรมชาติแห่งชีวิตที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้...
ในงานศพทั่วไปอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและอาลัยอาวรณ์เป็นพื้นฐานหากมองเพียงแค่ผิวเผิน แต่เมื่อได้ลงไปสัมผัสคลุกคลีอย่างลึกซึ้ง บางครั้ง “ดราม่า” กลับแย่งซีนทุกๆ อารมณ์ไปซึ่งหน้า เมื่อบ้านนั้นข้ามขอบเขตของคำว่า “ผัวเดียวเมียเดียว” ออกไป...
“ทุกคนจะทำอะไรก็ต้องมาบอกอาม้า อาม้าเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในงานนี้”
เสียง “อาม้า” แม่ใหญ่ของฉันประกาศกร้าวเสียงดังต่อหน้าทุกคนหลังจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนำศพเตี่ยไปฉีดฟอร์มาลินกันเน่าก่อนทำพิธียกใส่โลง ฉันซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ พูดขึ้นลอยๆ ว่า... “ตามใจ” แล้วหันหน้ากลับอย่างขุ่นใจ จนสีเกดและนังนุชนาฎต้องลากออกไปจากบริเวณนั้น...
“ป๊ากับแม่อยู่กันมา 50 ปี จนวันสุดท้ายที่ป๊าตาย ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครมาวุ่นวายจัดแจงอะไร ถึงตอนนี้มึงคิดว่ากูจะต้องไปขออนุญาตใครเหรอ” ... ฉันบ่นกับนังนุช
สาบานได้ว่าฉันไม่ใช่คนก้าวร้าว แค่ดื้อด้านเอาแต่ใจ! เพราะเตี่ยกับแม่ตามใจ เรื่องราวการแย่งชิงแย่งแชร์เตี่ยฉันสมัยยังหนุ่มฝังอยู่ในหัวฉันราวกับซีรีส์หนังฝรั่งที่ฉายแล้วฉายอีกจนจำขึ้นใจทุกฉากทุกตอนทุกครั้งที่แม่เล่า (นางย้ำคิดย้ำทำ) มหากาพย์แย่งผัวของเมีย 3-4 คนจบลงที่ “คุณพรรณี” แม่ฉันเป็นฝ่ายชนะ ครอบครองเข็มขัดแชมป์โลกอย่างสมศักดิ์ศรีแต่สะบักสะบอม นอกจากหน้าตาสวยและสาวกว่าบรรดาเมียๆ ถึง 16 ปี แม่ยังเก่งทั้งการบ้านการเรือน เอาอกเอาใจผัวสารพัด! ดูเป็นที่เอ็นดูสงสารของเตี่ยยิ่งนัก แต่... นางก็ไม่ธรรมดา! บทจะร้ายนางก็ร้ายได้ใจ เมื่อนางถูกรังแกหรือโดยแท็กทีมต้อนเข้ามุม เป็นเหตุให้บรรดาเมียๆ ของเตี่ยผงะหงายแตกพ่ายไปหลายครั้ง! จนกระทั่งแยกบ้านอยู่กันสองผัวเมียนั่นแหละ แม่ฉันถึงจะได้แขวนนวม...
“อีนุช มึงว่าพี่ร้ายมั้ย?”
“ไม่ใช่แค่ร้าย... อย่างพี่เรียกว่า ดุร้าย!”
“กูไม่เข้าใจ!??”
“อย่างภาษากฎหมายนี่นะ หมานี่เขาว่า เป็นสัตว์ดุ งูนี่เขาว่าเป็นสัตว์ร้าย” พูดเสร็จมันก็หัวเราะคิกคักจนหน้าแดง ถูกใจมันที่ได้จิกตีฉันซึ่งหน้า ค่าที่ว่ามันจบกฎหมายจากธรรมศาสตร์ มันก็เลยหลอกด่าฉันด้วยภาษากฎหมายอยู่บ่อยๆ
“มิน่าล่ะ มึงกับกูถึงอยู่ด้วยกันได้นะอีนุช ปากดีนักนะมึง เสาร์-อาทิตย์นี้กูจะพามึงไปรีดพิษที่สถานเสาวภา!” มันก็ยังหัวเราะไม่หยุด ชิ! นังหอกข้างแคร่ ถ้าฉันอยู่ในยุค “ลูกทาส” จะเอามะพร้าวห้าวยัดปากมัน แล้วสั่งโบยหลังสัก 50 ที จะได้หลาบได้จำ!
“ต้องเชื่ออาม้าเขานะลูก จะทำอะไรก็ไปปรึกษาอาม้า ถามอาม้าก่อน”
อ้าว! เจ๊ณี... บทจะดีก็ดีใจหาย... ดีไปคนเดียวเถอะ! ฉันสะบัดบ๊อบใส่แม่ไปอีกคน
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฉีดฟอร์มาลินใส่เตี่ยเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ทางพิธีการของจีนก็เรียกลูกหลานไปป้อนข้าวเตี่ยมื้อสุดท้าย ในจานสังกะสีขาวขอบน้ำเงินใบนั้นมีข้าวสวยอยู่กระจุกหนึ่ง มีเต้าหู้เหลืองหั่นเป็นลูกเต๋าและน้ำตาลทรายแดงวางเป็นกับอยู่ข้างๆ กัน... นี่คืออาหารมื้อสุดท้ายของเตี่ย พวกเรากำลังจะป้อนข้าวเตี่ยเป็นครั้งสุดท้าย...
ฉันก้มลงไปหอมแก้มเตี่ย เตี่ยตัวแข็งและเย็น นั่นทำให้ฉันยิ่งรู้สึกว่า “เราได้จากกันไปแล้วจริงๆ” ไม่ใช่เตี่ยตัวอุ่นๆ ที่หัวเราะอารมณ์ดีพูดคุยกับลูกๆ ได้อีกต่อไป ฉันยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ... ภาพของเตี่ยที่อยู่กับพวกเราย้อนกลับมาทีละภาพๆ เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วเหมือนภาพถอยหลังสีขาวดำในหัวฉัน ผ่านความสุขความทุกข์ ความยากลำบากที่เตี่ยไม่เคยให้ลูกๆ ได้รับรู้ เตี่ยออกไปเล่นการพนันแล้วกลับมาพร้อมเงินค่ากับข้าว จะได้หรือเสีย พวกเราก็ไม่เคยอดอยากหรือยากจน มันทำให้ฉันเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ฉันจะไม่มีวันพาตัวเองและครอบครัวไปหาจุดจุดนั้นเป็นอันขาด! ลูกใช้ตะเกียบ (กลับหัว) คีบอาหารวางบนปากเตี่ยแล้วพูดตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการ มีเพียงฉันคนเดียวที่ร้องไห้มากมายจนพูดอะไรไม่ได้... มันเป็นแค่พิธีการ เป็นธรรมเนียม เตี่ยตายแล้ว เตี่ยกินอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เตี่ยไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว และที่ผ่านมาในครอบครัวฉันพวกเรารักและดูแลเตี่ยอย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ เตี่ยได้กินทุกอย่างที่อยากกินครบแล้ว... นั่นทำให้ไม่มีอะไรค้างคาในใจพวกเราแม้แต่น้อย ... เจ้าหน้าที่เอาโลงมาตั้งอีกห้องที่อยู่ติดกัน เอาดินใส่ลงไปในโลง เอากระดาษปูทับ เอากระดาษเงินกระดาษทองเป็นปึกใส่ไว้รอบๆ ขอบโลง เขาว่า “มันคือการซื้อที่ให้เตี่ย” เอาเหรียญโปรยลงไปแล้วย้ายศพเตี่ยลงมาในโลง เจ้าหน้าที่เขาทำกันอย่างชำนิชำนาญ ช่วงที่มองหน้าเตี่ยเป็นครั้งสุดท้าย คือช่วงที่เศร้าใจที่สุด! มันคือการลาจากอย่างแท้จริง! ภาพของเตี่ยเลื่อนเปื้อนในดวงตาของฉันซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตา ถึงตรงนี้เวลาที่ฉันกำลังเขียนอยู่นี้ ฉันจำใบหน้านั้นไม่ได้ เพราะไม่อยากจำ ฉันเลือกภาพที่อยากจะบันทึกไว้ในความทรงจำด้วยตัวฉันเอง นั่นคือภาพเคลื่อนไหวในขณะยังมีชีวิตอยู่ของเตี่ย นั่นคือเตี่ยจริงๆ คนที่มีแต่ความสุข ตลก หัวเราะง่าย มองโลกในแง่ดี และฉลาดเฉียบคม...
“ป๊อป จัดดอกไม้ให้เตี่ยพี่ด้วย พี่อยากได้ขาว-เขียว เอาแบบงานมงคล เอาเยอะๆ สวยๆ เตี่ยพี่ชอบของสวยๆ งามๆ เจริญหูเจริญตา”
ป๊อป (จิรวัฒน์ สุภัคศรีทิวัตถ์) เจ้าของร้าน “บุหงา เสาวภา” ที่ปากคลองตลาด (08-1779-0326) เป็นคนจัดดอกไม้เจ้าประจำที่ฉันชอบและรักในความตั้งใจและมีน้ำใจของนาง... แม้วันที่เตี่ยจากไปแล้ว พวกฉันก็ยังเลือกสิ่งที่พวกเราว่า “ดีที่สุด” ให้เตี่ยเสมอ... บางครั้งฉันคิดว่า การทำสิ่งต่างๆ ในงานศพ เราทำเพื่อตัวเราเอง จิตใจของเราเองให้ถูกใจที่สุด เพราะคนตายก็ตายไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป คนเป็นนั่นแหละที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้...
.......................................
(หมายเหตุ 'เรื่องมันยาว (3)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



