บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Non - Stop'

เอกเขนกดูหนัง:'Non - Stop'

14 มี.ค. 2557

'Non - Stop' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          เลียม นีสัน นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 61 ปี...เมื่อหลายปีก่อนได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงขายฝีมือ ปรากฏตัวในหนังดราม่าดีๆ ให้ได้ดูตลอด โดยเฉพาะเรื่องราวฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวใน Schindler’s List ทำให้เขามีชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและลูกโลกทองคำในปีเดียวกัน และต่อมา เขาก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีก 2 ครั้งเวทีหลังนี้ จากเรื่อง Michael Collins และ Kinsey 
 
          ด้วยบทนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านการเปิดเปลือยพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์จนลือลั่นเมื่อกว่า 60 ปีก่อน ใน Kinsey "เลียม" ก็หันมาเล่นหนังแอ็กชั่นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Kingdom of Heaven ไปจนถึงหนังชุดไตรภาคทั้งแบทแมน และนาร์เนีย ก่อนจะมาพีคสุดขีดจาก Taken ทั้งสองภาค (ซึ่งตอนนี้มีการประกาศสร้างภาค 3 ตามมา) แน่นอนว่าหนังแอ็กชั่นเหล่านี้ นอกจากความสำเร็จของรายได้บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศแล้ว ฝีมือลายมือทางการแสดงของ "เลียม" หาได้งอกเงยตามจำนวนของเงินมูลค่ามหาศาลที่หนังเหล่านั้นได้รับและกลายเป็นว่าหนังแอ็กชั่นทริลเลอร์ที่มีชื่อของ เลียม นีสัน รับบทนำ ได้กลายเป็นเครื่องการันตีว่า จะต้องเป็นหนังที่ดูสนุก ตื่นเต้น มีฉากต่อสู้ให้ได้รุกเร้า ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครบ้างประปราย มากกว่าจะแสดงฝีมือทางการแสดงให้ปรากฏอย่างโดดเด่นเหมือนเมื่อหลายปีก่อน
 
          ด้วยบุคลิกปราดเปรียว รวมถึงการมีรูปร่างสูงใหญ่ ล่ำสันของ "เลียม" ลักษณะทางกายภาพเหล่านี้เอง ที่เบียดให้เขาเข้าไปอยู่ในเส้นทางของหนังแอ็กชั่น (อันที่จริง เลียม แจ้งเกิดจากหนังแอ็กชั่นฮีโร่เรื่อง Dark Man ด้วยซ้ำ) เพียงแต่เป็นหนังแอ็กชั่นที่วนเวียนข้องเกี่ยวอยู่กับการพาตัวละครไปตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์คับขันผิดที่ผิดเวลา และมีเงื่อนไขของการช่วยเหลือตัวประกันเป็นตัวสร้างแรงกดดันให้คนดูลุ้นเอาใจช่วยอยู่ตลอดเวลา
 
          หนังแอ็กชั่นของ เลียม นีสัน  มาในแนวทางนี้เกือบทุกเรื่อง นับจาก Taken ทั้งสองภาคThe A-Team, Unknow, The Grey จนมาถึงเรื่องล่าสุด Non-Stop ที่ดูจะแตกต่างจากหนังแอ็กชั่นเรื่องก่อนหน้าของ "เลียม" คือ เป็นหนังที่ปล่อยให้คนดูลุ้นระทึกไปกับการวางหมากกลของพล็อตเรื่องมากกว่ายัดเยียดฉากแอ็กชั่นเข้ามาอย่างไม่บันยะบันยัง เช่นในหนังของ บรูซ วิลลิส, อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ หรือซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ทั้งๆ ที่ลักษณะทางกายภาพของ "เลียม" ก็ไม่ต่างไปจากนักแสดงเหล่านั้น ซึ่งมันก็ได้กลายเป็นเสน่ห์ในหนังที่มีเขารับบทนำไปโดยปริยาย
 
          พล็อตของ Non-Stop ผิดแผกแตกต่างไปจาก Taken 1 และ 2 รวมถึง Unknow และ The Grey ด้วยการกำหนดสถานการณ์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดบนเครื่องบินโดยสาร (ต่างจากพล็อตที่ปล่อยให้ตัวละครผจญภัยในเมืองแปลกถิ่นอย่างยุโรปหรือภูเขาหิมะที่เต็มไปด้วยสุนัขจิ้งจอก) โดยหนังสร้างปมให้ตัวละครแล้วใช้มันย้อนกลับมาทำร้ายตัวละครอีกทีโดยผู้ร้ายที่รู้จักตื้นลึกหนาบางของคู่ต่อสู้เป็นอย่างดี ความสนุกของหนังไม่เพียงการหาทางจับผิดผู้โดยสารบนเครื่องของตัวเอกเท่านั้นแต่ยังมาจากสถานการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นเหนือท้องฟ้าซึ่งเปอร์เซ็นต์ของการมีชีวิตรอดแทบเป็นศูนย์ ก็ได้ช่วยสร้างความกดดันได้อีกทาง
 
          แม้ท้ายที่สุดบทของ Non-Stop จะไม่ได้คลี่คลายอย่างชาญฉลาดเหมือนกับที่ปูพื้นรวมถึงวางเงื่อนไขเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังได้สร้างจังหวะการตัดต่อเอาไว้ได้อย่างลงตัว การปูพื้นอย่างผิวเผินให้คนดูได้รู้จักตัวละครนายตำรวจผู้ตรวจการทางอากาศในช่วงต้น ตามด้วยการสร้างเงื่อนไขของวายร้ายที่ตัวละครเอกต้องเผชิญในเวลาแค่ไม่กี่นาทีต่อมา และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการชิงไหวชิงพริบระหว่างผู้ร้ายและนายตำรวจซึ่งฝ่ายหลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอยู่หลายครั้งหลายคราก็ทำให้คนดูลุ้นเอาใจช่วยจนหลังไม่ติดเก้าอี้ตลอดระยะเวลาร้อยกว่านาที
 
          จริงๆ แล้ว ความสนุกของหนังอย่าง Non-Stop เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นการฉายในระบบ 3 มิติ หรือออกแบบการฉายด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคนิคต่างๆ ระหว่างรับชมในโรง 4DX เพราะการผูกพล็อตเรื่อง สร้างตัวละคร ตลอดจนออกแบบสถานการณ์ให้สอดคล้อง กลมกลืน กับแนวทางอย่างที่หนังควรจะเป็น ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งสนุกแบบเอาอยู่ โดยไม่ปล่อยช่วงเวลาให้คนดูของเขาต้องเบื่อหน่าย ด้วยการผูกปมสร้างพล็อตที่ไม่เพียงดูสนุกอย่างต่อเนื่องแต่ยังขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย...และนี่คือความเก่งกาจของฮอลลีวู้ดที่สามารถรุกรานตลาดหนังได้ทั่วโลกอยู่ในเวลานี้
 
........................................
(หมายเหตุ 'Non - Stop' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)