บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'เรื่องมันยาว (2)'

เล่นหูเล่นตา:'เรื่องมันยาว (2)'

10 มี.ค. 2557

'เรื่องมันยาว (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
 
          แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจกับ “ธรรมชาติของชีวิต” นั่นคือ “ความตาย” แล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลานั้นจะมีสักกี่คนกันที่ยอมรับมันได้อย่างมีสติ การยอมรับในความตายซึ่งจะต้องเกิดกับตนเองว่ายากแล้ว แต่การที่จะต้องยอมรับในความตายของบุคคลอันเป็นที่รักนั้น ... ยากยิ่งกว่า! เพราะว่าเราต้องเป็นฝ่ายเผชิญหน้ากับเรื่องราวความเศร้าโศก สูญเสีย และความอาลัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้ ... นี่แหละที่ว่ายากที่สุด!
 
          “ความตาย” ไม่เจ็บปวดและทุกข์ใจเท่ากับ “ความอาลัยอาวรณ์” ซึ่งมีความรัก ความผูกพันและการยึดติดเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์นั้น ซึ่งบางครั้งมันทำให้รู้สึกเหมือนกับตายทั้งเป็นเมื่อคนคนนั้นไม่สามารถ “ยอมรับ” และ “ปล่อยวาง” ได้ ...
 
          “ป๊า ... ไก่มาแล้ว ... ป๊าหลับให้สบายนะ” ... นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันได้พูดกับเตี่ยที่กำลังจะจากไป หรือในความเป็นจริงจากไปแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ ... ฉันเบือนหน้าออกจากเตี่ยเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลหยดใส่ร่างเตี่ยซึ่งคนจีนเขาถือว่าจะทำให้วิญญาณของผู้ตายไม่ไปสู่สุขคติเพราะความอาลัยอาวรณ์ของญาติ รอบเตียงเตี่ยห้อมล้อมไปด้วยลูกหลานมากมาย ในความอาลัยอาวรณ์ที่แสนจะเศร้าใจอย่างลึกซึ้งนั้น ฉันสัมผัสได้จริงจากผู้หญิงเพียง 2 คน ... “อาม้า” และ “แม่ของฉัน” ... เมียหลวงและเมียน้อยของเตี่ยนั่นเอง ... อาม้าเป็นผู้หญิงร่างเตี้ย อ้วน มีไฝอยู่ที่มุมปากตามแบบฉบับของเมียใหญ่ในหนังจีน นางเอามือลูบหน้าลูบไหล่เตี่ยไปร้องไห้ไป ขณะที่แม่ฉันต้องมีลูกๆ คอยพยุงเพราะเป็นลมแล้วเป็นลมอีก เอื้อมมือไปลูบหน้าเตี่ยเบาๆ มือนั้นสั่นเทา น้ำตาไหลออกจากดวงตาแดงๆ และหน้าอันซีดเซียวของแม่ดูไร้เรี่ยวแรงราวกับจะตายตามไปด้วยหากทำได้ ... ตลอดชีวิตของคนอย่างฉัน ความรักที่แข็งแรงที่สุดในความรู้สึกก็คือ “ความรักของพ่อแม่” ไม่น่าจะมีสิ่งใดแข็งแรงไปมากกว่านี้ได้ จากการพบเห็นประสบการณ์ตั้งแต่เด็กจนแก่ แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันประจักษ์อยู่ตรงหน้าได้สร้างความเชื่อใหม่ให้กับฉัน ... “ความรักของผัวเมีย” มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะมาพรากคน 2 คนออกจากกัน ความรักแบบโบราณที่ดูเหมือนจะหายากในคู่รักสมัยนี้ อาม้ามีลูกกับเตี่ย 4 คน ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 1 แม้จะเลิกรากันไปนานหลายสิบปีแล้ว แต่อาม้ากับป๊าก็ยังไปมาหาสู่เหมือนเพื่อนจนถึงวันนี้ มีปัญหาอะไรอาม้าก็จะมาปรึกษาเตี่ย ในงานเลี้ยงวันเทศกาลต่างๆ ก็จะมาเจอกัน เล่นไพ่กัน จึงไม่น่าแปลกใจที่อาม้าจะเป็นคนที่เสียใจที่สุดคนหนึ่งในการจากไปของเตี่ย ในบรรยากาศของความสูญเสียนั้นน่าจะมีแต่ความเศร้าโศกเสียใจล้วนๆ แต่เมื่อมีความรักที่ไม่ลงตัว สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ ... “ความริษยา” มีคนเคยกล่าวว่า “ความริษยาไม่มีวันแก่” และมากกว่านั้นความริษยา “ไม่เลือกเวลา” เมื่อความรักมีเพียงหนึ่งการแย่งชิงมาครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว ทั้งผู้แพ้และผู้ชนะย่อมจะมีความริษยาฝังลึกอยู่ในใจอยู่ติดตัวและติดใจไปจนตาย แม้สิ่งที่แย่งชิงกันนั้นได้จากไปแล้ว แต่ความริษยาก็ยังคงอยู่ ... ถ้าจะมีใครพูดว่า  “โอ๊ย ... แก่ๆ กันแล้ว จะมาเกลียดชังริษยากันอยู่ทำไม ปล่อยๆ ไป เดี๋ยวก็ตายกันแล้ว ...” นั่นคือทฤษฎีที่ควรปฏิบัติตาม แต่ในทางปฏิบัติใครจะทำได้บ้างยังคงเป็นคำถามอยู่ต่อไป ... ในความเป็นลูกฉันคงต้องเป็นคนกลาง เพราะตอนนี้คนกลางและต้นเหตุนอนนิ่งไม่หายใจอยู่บนเตียงแล้ว ฉันเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายว่าในช่วงของการแย่งชิงที่ฉันยังไม่เกิดมาดูโลกนั้น น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เมียหลวงซึ่งมาก่อนก็ย่อมเสียใจและแค้นใจเมื่อมีใครมาชิงมาแชร์ผัวไป การแก่งแย่งโดยใช้ทั้งกำลังและความคิดย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป ฝ่ายเมียน้อยซึ่งมาทีหลังแต่ทุ่มเทไปแล้วทั้งตัวและหัวใจจะให้ถอยตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้!  คำว่า “สมบัติผลัดกันชม” และ “ใครดีใครได้” จึงกลายเป็นคำขวัญประจำใจไปโดยไม่รู้ตัว มหากาพย์ริษยาระหว่างบ้านเล็ก-บ้านใหญ่นั้นฉันได้เห็นและรับรู้มาตลอดชีวิต เป็นบรรยากาศที่แสนจะคุ้นเคย “ความหึงหวง” ระหว่างเมียหลวงและเมียน้อยเป็นแก่นเรื่อง ... 
 
          ในเวลานี้เวลาที่เศร้าเสียใจที่สุด มีเพียงความเศร้าเป็นที่ตั้ง แต่ความริษยาก็ยังแอบมาขโมยซีนจนได้! ...
 
          “อือ ... ปะแป้งให้หล่อๆ ชาติหน้าจะได้มีเมียน้อยเยอะๆ อีก!”
 
          ประโยคเด็ดที่ “อาม้า” ฉีกข้าวหลามใส่ “ เจ๊ณี ” แม่ของฉันในห้องไอซียู โดยมีร่างอันไร้วิญญาณของเตี่ยเป็นสักขีพยานอย่างไม่รู้ตัว เป็นไฟท์บังคับ! ถ้าปาฏิหาริย์มีจริง ฉันว่าซีนนี้ “เฮียหมา” เตี่ยของฉันคงจะฟื้นขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องนั้นไปเฉยๆ ทิ้งเมียสองคนให้จัดการกันเองแหงๆ เพราะเตี่ยฉันเป็นคนยุติธรรมและขี้รำคาญ “จะเข้าข้างใครก็ใช่ที่ กรูหนีดีกว่า” เนี่ยแหละ ... ความยุติธรรม! ... เหตุเหวี่ยงของอาม้าเกิดขึ้นในช่วงธรรมเนียมของคนจีนที่เมื่อมีผู้เสียชีวิตญาติจะมาเช็ดตัว ประแป้ง และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นครั้งสุดท้าย โดยเริ่มจากผัวเมียก่อน ... อาม้าก็เช็ดไปรำพึงรำพันไปอย่างที่ควรจะเป็น พอถึงตาแม่ของฉันเช็ดตัวให้เตี่ยบ้าง แม่ก็เช็ดอย่างตั้งใจให้สะอาดหมดจดตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างที่แม่ได้ปรนนิบัติวัตถากป๊าทุกวันตลอด 10 ปีหลังที่มีโรคประจำตัว อาม๊าเห็นแม่เช็ดอยู่นานไม่เสร็จสักที นางจึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า “พอแล้วๆ สะอาดแล้ว” แม่ฉันจึงหยุดเช็ดถือผ้าไว้แล้วยืนก้มหน้ายังกับหนังจีนดราม่า! ประโยคนั้นเป็น “การตัดบท” เป็นเหมือน “จุดฟูลสต็อบ” (Fullstop) จบประโยคในภาษาอังกฤษ มันทำให้ความอดทนที่มีอยู่ในตัวฉันซึ่งน้อยอยู่แล้วสิ้นสุดลงทันที!
 
          “ปล่อยแม่เถอะ ... ปล่อยให้แกเช็ด ... แกเช็ดของแกทุกวันมาตลอดชีวิต ใครก็เช็ดสะอาดสู้แม่ไม่ได้! ...”
 
          ผลก็คือจากหน้าเหี่ยวๆ ของอาม้า ตอนนี้ตึงขึ้นมาทันตาเห็น คำพูดของฉันมีฤทธิ์ยิ่งกว่าโบท็อกซ์! แต่ความจริงแล้วฉันก็เข้าใจอารมณ์ระหว่างเมียที่จะต้องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ก็น่าเห็นใจอาม้า นางก็รักผัวนาง แต่ผัวนางเลือกจะรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง เป็นฉันๆ ก็เสียใจและแค้นใจอยู่ลึกๆ มีโอกาสฉันก็จะต้องจิกตีเป็นค่าดอกเบี้ยความเสียใจอย่างที่อาม้าเป็น เฮ้อ! ... ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าเตี่ยฉันรู้สึกอย่างไร .. ยังมีธรรมเนียมต่างๆ และดราม่าเกิดขึ้นเป็นระยะในงานศพเตี่ยฉัน 
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป
 
.......................................
(หมายเหตุ 'เรื่องมันยาว (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)