บันเทิง

ไตรรงค์ของพงศ์พรหม

ไตรรงค์ของพงศ์พรหม

06 มี.ค. 2557

ไตรรงค์ของพงศ์พรหม : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม

 
ไตรรงค์ของพงศ์พรหม
 
 
                     ในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นศิลปินออกมาแสดงบทบาทและความเห็นกันมากมายนะครับ บางรายถึงขั้นขึ้นเวทีม็อบ บางรายก็แค่ไปร่วมชุมนุมเพื่อแสดงจุดยืน
 
                     แต่ที่ลงมือทำผลงานเพราะได้แรงบันดาลใจหรืออยากมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ก็มีหลายราย
 
                     ว่ากันเฉพาะคนดนตรี มีอัลบั้มเฉพาะกิจชุดหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คืออัลบั้ม ไตรรงค์ ที่มีโปรดิวเซอร์ฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งในประเทศนี้อย่าง พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นตัวตั้งตัวตี และมี อารักษ์ อาภากาศ กับ สุนทรี เวชานนท์ เป็นกำลังเสริม
 
                     อัลบั้มชุดนี้เป็นการรวมเพลงเก่าและเพลงใหม่ที่พงศ์พรหมมีส่วนร่วมผลิต บางเพลงเขาทำเองทั้งหมด บางเพลงเขาแค่เรียบเรียงดนตรี แต่ทุกเพลงล้วนเกี่ยวพันกับเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
 
                     เขาเริ่มต้นแทร็กแรกด้วยเพลงช้าหม่นแต่เปี่ยมความหวังที่ชื่อ คนดีไม่มีวันตาย เพลงประกอบละคร ขุนรองปลัดชู ทางช่องไทยพีบีเอส ที่แต่เดิมขับร้องโดย ธีร์ ไชยเดช ซึ่งเพลงนี้ไม่เคยถูกนำไปบันทึกลงแผ่นซีดีมาก่อน พงศ์พรหมนำเพลงนี้มาร้องในแบบของตัวเองได้อารมณ์ที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นเดิมพอสมควร ต่อด้วย ขวานไทยใจหนึ่งเดียว ที่แต่งโดย แอ๊ด คาราบาว ซึ่งพงศ์พรหมก็หยิบมาร้องใหม่ด้วยตัวเองเช่นกัน หากไม่นับการเรียบเรียงดนตรีที่ได้มือดีอย่าง ชาตรี คงสุวรรณ, หว่อง คาราวาน, ชัยยุทธ โตสง่า แห่ง บอยไทย และ ธนิศร์ ศรีกลิ่นดี มาฝากฝีมือเอาไว้ แค่การร้องใหม่คราวนี้ก็ยังได้อารมณ์ที่ต่างจากต้นฉบับเยอะเลยล่ะ
 
                     เปลี่ยนอารมณ์ด้วยเพลงใหม่เอี่ยมของ อารักษ์ อาภากาศ ที่โปรดิวซ์โดยพงศ์พรหมบ้าง ชื่อเพลงว่า อิสระภาพ เป็นเพลงช้าๆ บ่นๆ แต่เพราะจับใจ พูดถึงความสามัคคีของผู้คนในสังคมในลีลาแบบที่อารักษ์เท่านั้นถึงจะร้องได้ เพลงนี้เนื้อเพลงยังเขียนได้แปลกแต่กระแทกใจไม่เบา ถือเป็นสีสันประจำอัลบั้ม และถือเป็นเพลงใหม่ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
 
                     มาที่เพลงเก่าของวงตาวันที่พงศ์พรหมเคยเป็นสมาชิกบ้าง เขาเคยแต่งและร้องเพลง โองการแช่งน้ำ ไว้ในอัลบั้มม็อบ เมื่อปี 2535 เป็นเพลงที่สาปแช่งคนโกงชาติอย่างดุเดือด แต่ก็เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางศิลปะทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหา เขาเลือกเอาเพลงนี้มารวมไว้ในอัลบั้มด้วยโดยเป็นเวอร์ชั่นดั้งเดิมแต่มีการทำมาสเตอร์ริ่งใหม่ พอต่อด้วยเพลงที่ว่าด้วยคุณค่าของศาสนาอย่าง แสงไฟในธรรม ก็เปลี่ยนจากความฮึกเหิมมาเป็นความร่มเย็นแต่อลังการในความรู้สึกแทน ตามด้วยเพลงใหม่อีกเพลงแต่เป็นการคัฟเวอร์เพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งของ เลียวนาร์ด โคเฮน ที่ชื่อ Hallelujah ซึ่งพงศ์พรหมก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว การเลือกเพลงนี้มารวมไว้ยังคล้ายเป็นการบอกกลายๆ ว่าคำว่าศาสนาในประเทศไทยของพงศ์พรหมนั้นไม่ได้ปิดกั้นไว้เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้นอีกด้วย
 
                     มาถึงแทร็กระดับงานชิ้นโบแดงของพงศ์พรหมอีกชิ้นครับ คือเพลงที่ชื่อว่า นิทานแผ่นดิน ที่เคยถูกเอามาขยายเป็นรายการโทรทัศน์ทางช่องไทยพีบีเอสมาแล้ว เพลงนี้ในแง่ดนตรีแล้วถือว่าน่าตื่นใจเอามากๆ เพราะเล่นรวมเอาดนตรีพื้นบ้านหลายรูปแบบในบ้านเรามาผสมผสานกับดนตรีสากล เราจะได้ยินทั้งเสียงซอ ฆ้อง ขลุ่ย ปี่เต้า ที่ถูกรองรับโดยเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ เบส กลอง และเครื่องเคาะต่างๆ แต่สิ่งที่น่าตื่นใจไม่แพ้กันก็คือการเขียนเนื้อเพลงของพงศ์พรหมที่เล่าเรื่องการก่อร่างสร้างชุมชนตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาถึงการเริ่มสร้างประเทศ และการเริ่มต้นของสถาบันกษัตริย์ ไล่มาถึงยุคประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในวันนี้ เรียกว่าเป็นนิทานแผ่นดินจริงๆ
 
                     เพลงนี้ยังถูกวางต่อด้วย "ล้านนาเวอร์ชั่น" ที่ขับร้องโดย สุนทรี เวชานนท์ และมีการเรียบเรียงดนตรีและใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย ถือเป็นการเล่าซ้ำในลีลาที่แตกต่าง ซึ่งได้บริบทใหม่ๆ แม้จะเป็นเพลงเดียวกันก็ตาม
 
                     ปิดท้ายด้วย King of Kings ในเวอร์ชั่นใหม่ที่พงศ์พรหมเติมเสียงออเคสตร้าเต็มวงเข้าไปเสียจนอลังการ ดูรายชื่อแขกรับเชิญในเพลงนี้แล้วก็ต้องบอกว่าเป็นแทร็กที่นักฟังเพลงไทยควรหามาสะสมไว้เหมือนกัน
 
                     อัลบั้มนี้มีขายที่แฟนเพจของพงศ์พรหมและที่ม็อบคปท.นะครับ เพราะเขามอบรายได้จากการขายอัลบั้ม ไตรรงค์ ให้ม็อบคปท. นั่นเอง สำหรับเหตุผลคงต้องหาอ่านเอาในบทความสั้นๆ ที่เขาชี้แจงไว้ในปกอัลบั้ม แต่สำหรับเหตุผลทางศิลปะ และเหตุผลของการได้รับรู้การตีความและบอกเล่าเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จากศิลปินชั้นเยี่ยม ผมคิดว่านี่เป็นอัลบั้มเพลงไทยชั้นดีซึ่งก่อเกิดขึ้นในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา
 
 
 
....................
 
(ไตรรงค์ของพงศ์พรหม : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม)