
เล่นหูเล่นตา:'เรื่องมันยาว (1)'
03 มี.ค. 2557
'เรื่องมันยาว (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
"ไก่... ป๊าไม่ไหวแล้ว" เสียงปนสะอื้นของ "นก" พี่สาวของฉันดังอยู่ในโทรศัพท์... ฉันมองนาฬิกาเวลา 8 โมงกว่า สีเกดและนุชนาฎพาฉันไปโรงพยาบาล ระหว่างทางฉันแทบจะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนได้แต่นึกในใจว่า ... "แล้ววันนั้นก็มาถึง"
"ป๊า... ป๊ากลัวตายรึเปล่า?" ฉันถามเตี่ยขณะที่นั่งดูทีวีอยู่
"ไม่กลัวหรอก... อยู่มาตั้งนานแล้ว" เตี่ยตอบแบบไม่ยี่หระพร้อมกับส่ายหัว ความจริงแล้วเตี่ยกลัว! ไม่แปลกหรอกที่คนเราจะกลัวความตาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องมาถึง ความกลัว คือ "ความไม่รู้" ไม่มีใครตายแล้วกลับมาบอกว่าจะต้องเจออะไร ไปอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร แม้จะมีหนังสือเล่าถึงคนตายแล้วฟื้นหรือในความเชื่อของแต่ละศาสนาก็ว่าแตกต่างกันไป บ้างก็ตกนรก หรือขึ้นสวรรค์แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมา บ้างก็ว่ากลับไปอยู่กับพระเจ้า จะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับฉันคนที่อยู่กับปัจจุบัน... ฉันคิดว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ความสุขความทุกข์ที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของเราขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่นั่นแหละ นรก-สวรรค์ของจริง!... ไม่เช่นนั้นทำไมคนบางคนแม้ยากจนแต่ก็ยังมีความสุข ส่วนคนบางคนรวยล้นฟ้าก็ยังหาความสุขไม่เจอ... มนุษย์เราใช้ชีวิตไปพร้อมกับใช้กรรม จะเป็นกรรมจากชาติที่แล้วหรือชาตินี้ก็ตาม ศาสนาพุทธจึงสอนว่า "ทำดีได้ดี... ทำชั่วได้ชั่ว" เราอาจไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำกรรมชั่วอะไรไว้ แต่เราสามารถรู้ได้ว่าชาตินี้เราทำกรรมดีอะไรไว้... กรรมจากชาติที่แล้วอาจชดใช้หมดในชาตินี้ และหากไม่ทำเพิ่มชาติหน้ามีจริงก็จะได้เสวยบุญเพราะไม่มีกรรมมาคอยตามทวงหนี้
"พ่อท็อป ดารณีนุช เขาอายุมากกว่าป๊า เขายังกลัวเลย เขียนใส่กระดาษให้ลูกอ่านตอนอยู่ห้องไอซียูว่า "ผมไม่อยากตาย..." ฉันเล่าให้เตี่ยฟัง
ความตายของบุพการีของเพื่อนฝูงคนสนิทเป็นสิ่งเตือนใจและเป็นการฝึกจิตเตรียมพร้อมการเผชิญหน้ากับ "ความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง... พ่อแม่" ฉันถูกท็อป ดารณีนุช เรียกไปเฝ้าไข้และดูใจพ่อแม่ของนางจนท่านสิ้นลม จัดงานศพจนวันเผาได้เห็นความรัก ความเอาใจใส่ ความอาลัยอาวรณ์ "ขั้นสุด" ... นั่นคือ ความเวิ่น
เว้อ วึ่นวือ พะวักพะวง ไม่จบไม่สิ้นของเพื่อนรัก ทำให้ได้สติว่า... "กรูจะไม่เป็นอย่างเมิง!"
ความตายอย่างช้าๆ ของพ่อนังนุชนาฎ ผู้ช่วยตัวดีของฉันนั้นยิ่งสร้างคำถามมากมายไว้ให้ยิงใส่เตี่ยและแม่เพื่อหาคำตอบก่อนวันนั้นจะมาถึง ...
"ป๊า... แม่... ถ้าเกิดเป็นอะไร แต่ยังไม่ตายจริงๆ จะให้หมอเขาใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วนอนเป็นผักนานๆ เหมือนพ่ออีนุชมั้ย? ถ้าเอาจะจัดให้"
เตี่ยขมวดคิ้ว ปัดไม้ปัดมือแล้วโวยวายเสียงดังว่า... "ไม่เอา ... ไม่เอา ตายไปเลยดีกว่า... อย่ามาทรมาน"
เตี่ยของนังนุชนาฎเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันเฉียบพลัน ตอนเช้าบ่นปวดหัว ตกกลางคืนเข้าห้องผ่าตัด ออกมากลายเป็นผักไม่รู้สึกตัวอีกต่อไป ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เจาะคอเพื่อดูดเสมหะออก สอดสายยางจากปากเข้าสู่กระเพาะเพื่อให้อาหารเหลว หรือที่เรียกว่า "ฝีด" (Feed) ต้องพลิกตัวทุกๆ 2 ชั่วโมงกันแผลกดทับ ต้องคอยสวนทวารเพื่อช่วยในการขับถ่าย จากโรงพยาบาลเอกชนย้ายมาโรงพยาบาลรัฐบาล การดูแลเอาใจใส่ที่ไม่มีเงินมาคอยสั่ง มีเพียงบัตรประกันสังคมเป็นตัวตั้งมาตรฐาน การดูแลจึงมีมูลค่าไม่เกินนั้น... ผลที่ตามมาคือแผลกดทับขนาดเท่าฝ่ามือกับสภาพร่างกายที่คล้ายกับมัมมี่เข้าไปทุกที!
"หนูเห็นแผลขนาดเท่าฝ่ามือ มันทำให้หนูน้ำตาไหล สงสารพ่อที่สุดเลย"
ยื้อกันไปมาเป็นเวลาครึ่งปี พ่อนังนุชก็เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้อ... ส่วน "ตาหาญ" อายุ 87 ปี ผัวป้าหวี แม่สีเกด ผู้จัดการฉัน ก็นอนแบ่บอยู่บนเตียงคนไข้ที่บ้าน ต้องฝีดอาหารและพลิกตัวทุกๆ 2 ชั่วโมง แต่รายนี้ยังพอรู้สึกตัวขยับมือขยับขาได้... ฉันเอาเรื่องเหล่านี้ไปเล่าให้เตี่ยฟังเป็นระยะๆ เตี่ยฉันอายุ 80 ปี เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ 10 ปีหลังเป็นโรคหัวใจเพิ่มทำบอลลูนไปหลายเส้น ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจเมื่อ 5 ปีก่อน ปีที่แล้วเป็นมะเร็งผิวหนังขั้นที่ 2 ที่หนังหัวเกิดเป็นปานดำลามมากลางกระหม่อม หมอรักษาหาย แต่ดันมาแพ้โรคไตที่ยื้อมา 5 ปี เวลาเพื่อนฉันถามว่าเตี่ยเป็นโรคอะไรบ้าง ฉันจะตอบว่า "เป็นเกือบทุกอย่าง ยกเว้นเอดส์" ดูจากหน้าตาที่สดใสมีชีวิตชีวาของเตี่ยฉัน ไม่มีใครรู้ว่าเตี่ยมีโรคประจำตัวหลายโรค เพราะแม่ดูแลอย่างใกล้ชิด นางรักผัวยิ่งชีวิต แม้จะทำไปบ่นไปจนถึงขั้นด่าเป็นบางครั้ง แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าดี... ถึงดีมาก นอกจากได้รับการดูแลอย่างดีจากที่บ้านแล้ว โดยส่วนตัวเตี่ยเป็นคนอารมณ์ดี ไม่เครียด เป็นตัวอย่างของคนที่ปล่อยวาง ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเตี่ยก็จะพูดแค่ว่า "หยวนๆ" นี่คือ "ธรรมะ" ข้อแรกที่ฉันได้จากเตี่ย หยวนๆ ของเตี่ยมีความหมายทั้ง... การให้อภัยและการเสียสละ มันคือการผ่อนปรน ยืดหยุ่นและยินยอม ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยอมเสียเปรียบบ้างเพื่อให้เรื่องมันจบลงง่ายขึ้น เตี่ยจะสอนเสมอว่าเงินทองเป็นของนอกกายไม่ตายก็หาได้ เตี่ยให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าสิ่งของ เมื่อไหร่ที่เตี่ยเล่นเสีย เตี่ยจะพูดว่า "เงินมันออกไปเที่ยว เดี๋ยวก็กลับมา" เมื่อไหร่ที่เตี่ยโดนโกง เตี่ยจะบอกพวกเราว่า "ชาติที่แล้วเราติดหนี้เขา ชาตินี้เขาเลยมาเอาคืน" เตี่ยเป็นคนไม่ยึดติด จะขึ้นหรือลง มีหรือหมด เตี่ยก็ยังมีความสุข เตี่ยว่ามันเป็นเรื่องของชะตาชีวิต เป็นเรื่องของวาสนาที่ฟ้าดินกำหนด เราทำเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าไปโลภ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ การติดหนี้บุญคุณใครโดยไม่จำเป็นนั่นทำให้เราต้องชดใช้ไปจนตาย ตลอดเวลาที่อยู่กับเตี่ยฉันไม่เคยเห็นเตี่ยโกรธ เกลียด หรือแค้นใคร นี่คือสิ่งเดียวที่ฉันกับเตี่ยคิดเห็นไม่ตรงกัน เตี่ยยอมให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นจากน้ำมือคนผ่านไปโดยไม่ติดใจเพราะเชื่อในเรื่องของ "การชดใช้กรรม" ส่วนฉัน... ตราบเท่าที่ฉันยังหายใจอยู่และใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง ยังไม่บรรลุและยังไม่ตาย ฉันว่า ...
"ฉันต้องทำ... ทำอะไรสักอย่างแล้ว" นะคะ คุณตำรวจ!
เรื่องราวของเตี่ยวนเวียนอยู่ในหัวระหว่างทางไปโรงพยาบาล ฉันอยากให้มันเป็นความฝัน ฉันอยากจะตื่นขึ้นแล้วบอกกับตัวเองว่า... "ฉันฝันร้าย" อยากให้ปาฏิหาริย์มีจริงในเวลานี้ แต่เมื่อฉันไปถึง... ฉันกระซิบข้างหูเตี่ยว่า... "ป๊า... ไก่มาแล้ว ...ป๊าหลับให้สบายนะ" ฉันก็ได้รู้ว่า
ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง! ...
.......................................
(หมายเหตุ 'เรื่องมันยาว (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



