
ขบคิดขีดเขียน:'สิทธิ์ที่จะขี้เกียจ...'
25 ก.พ. 2557
'สิทธิ์ที่จะขี้เกียจ...' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
หญิงยศหนีมานอนเล่นที่มาเก๊าค่ะ
อย่าเพิ่งหมั่นไส้กันนะคะ อ่านกันให้จบเสียก่อน
ถ้าเป็นเมื่อก่อนหญิงยสก็คงแอบนอยด์นิดๆ ไม่ค่อยกล้าบอกใครว่าหนีงานมานอนเล่น รอดูโชว์กายกรรมอยู่ที่มาเก๊า แต่หญิงยศมาค้นพบหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ เป็นหนังสืออ่านง่ายๆ แต่กระแทกใจสุดๆ อยากแนะนำให้ทุกคนลองอ่านดู โดยเฉพาะใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่ทำให้คิดว่าชีวิตนี้มันช่างแห้งผาก เหมือนติดอยู่กลางทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างไกล มองไปทางไหนก็มีแต่ความร้อนรน เพื่อนสักคนก็หาไม่เจอ ลำคอแห้งผาก ถ้าชีวิตมันยากขนาดนั้น ลองเล่มนี้ค่ะ “แอ่งน้ำกลางทะเลทราย” โดยคุณนิ้วกลม ค่ะ ออกตัวเอี๊ยดเบาๆ ก่อนว่า ไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น ไม่รู้จักกับคุณนิ้วกลมเป็นการส่วนตัวเลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ รู้สึกสนิทกับเขามาก (โดยที่เขาไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัว) ถ้าใครอ่านคอลัมน์แล้วบังเอิญรู้จักคุณนิ้วกลม ฝากบอกว่ามีเพื่อนสนิทรออยู่ตรงนี้อีกคนนะคะ เคยมีเพื่อนคนหนึ่งถึงกับเอ่ยปากว่าอยากได้คุณนิ้วกลมเป็นแฟน กระจ่างเบาๆ แก่ใจก็วันนี้ที่วางหนังสือเขาลงแล้วยังคงยิ้มอยู่บนหน้า
กลับมาที่หนังสือกันก่อนจะเตลิดไปไกล บทความหนึ่งในหนังสือเล่มนี้พูดเรื่องของความขี้เกียจค่ะ แน่นอนว่าหญิงยศหนีมานอนเล่นในวันทำงาน คงต้องมีคำพูดไล่ตามหลังมาว่า “แหวะ ขี้เกียจทำงาน” เป็นเมื่อก่อนอาจเหงื่อซึมใต้จมูกนิดๆ อาจคิดมากหน่อยๆ แต่หลังจากได้อ่านนิยามความขี้เกียจหลายนิยามจากหลายนักคิดและนักปราชญ์ที่คุณนิ้วกลมยกตัวอย่างมาให้ฟัง ก็เลยหยิบทิชชูมาซับเหงื่อออกเบาๆ แล้วเอ็นจอยชีวิตต่อไป เขาบอกว่าความขี้เกียจมีอยู่สองอย่างค่ะ อย่างแรกคือขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจตัวเป็นขนอย่างที่ทุกคนเข้าใจนั่นแหละ เราทำงานหนักเท่าไหร่ เราก็ได้ชื่อว่าขยันมากเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกตะวันออกอย่างเราๆ แต่มีความเชื่อในโลกตะวันตกค่ะว่า การที่เรามุ่งมั่นขยันทำงาน พุ่งทยานไปข้างหน้าตลอดเวลานั้น คือความขี้เกียจอย่างน่ากลัวที่สุด เพราะเรากำลังขี้เกียจตอบคำถามที่สำคัญของชีวิตที่ว่า “ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่” หรือเราแค่เอางานมาบังหน้าเพื่อที่เราจะได้เลี่ยงประเด็นสำคัญของชีวิตที่ว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากชีวิตกันแน่ คนทำงานหนักๆ พอเจอเวลาว่างเข้าให้ หลายคนไปไม่เป็น ไม่รู้จะทำอะไร มันว่างเปล่าไปหมด นั่นแหละแปลว่าคุณขี้เกียจกับชีวิตมากเกินไป
หญิงยศเคยไปวิปัสนากรรมฐานมา คำสอนเดียวที่ได้มาคือ “หยุดคิดและมีสติกับปัจจุบัน” อีกหนึ่งคำสอนจากหลวงปู่ชาที่หญิงยศนับถือให้เป็นครูของชีวิตก็บอกว่าให้หยุดอ่านเสียบ้างเถอะตำรา ปัญญามันไม่ได้อยู่ในนั้น ปัญญามันมาเมื่อจิตเราว่าง
หลายคนแสยะปาก หญิงยศเห็นนะ!!
คิดล่ะสิว่า แค่จิตว่าง ปัญญามันจะมาจากที่ไหน ลองดูก่อนสิจ๊ะ แล้วจะรู้ว่า การทำให้จิตว่าง มีสติตั้งรู้อยู่กับปัจจุบันขณะนั้นยากยิ่งกว่าการปล่อยจิตให้เตลิดไปหลบอยู่กองเอกสารบนโต๊ะทำงานคุณไม่รู้กี่เท่า จิตคนเรานี่แหละฉลาดที่สุดและเป็นศัตรูตัวสำคัญที่สุดต่อตัวคุณเองเช่นกัน หลายคนคงเคยเหนื่อยล้าร้องหาวันหยุด เชื่อไหมคะว่าถ้าคุณรอจนร่างกายเรียกร้องขนาดนั้น มันอาจจะสายไปแล้วก็ได้ ในหนังสือของคุณนิ้วกลมกล่าวถึงกราฟฟิกดีไซเนอร์มือรางวัลระดับโลกคนหนึ่งค่ะ เขาแบ่งเวลาวัยเกษียณมาไว้ในตารางตั้งแต่เขายังไม่เกษียณ นั่นก็คือเขาจะเปิดบริษัททำงานเจ็ดปี แล้วหลังจากนั้นปิดปึ้ง!! ปิดบริษัทหนึ่งปีเพื่อให้ทั้งตัวของเขาและพนักงานได้ออกไปพัก ไปใช้ชีวิต ไป "ขยัน” ในการค้นหาความสุขของตัวเอง และส่วนใหญ่ปีที่ผลงานของเขาได้รางวัล ก็คือปีแรกที่เขากลับมาจากการไปขยันใช้ชีวิตนั่นเองค่ะ
มองไปรอบๆ ตัว คนเราสมัยนี้ดูถูก “เวลาว่าง” กัน และให้ความสำคัญกับ “ความยุ่งยาก” มากขึ้น
แต่จริงๆ แล้วประเด็นมันน่าจะอยู่ที่ความสมดุลมากกว่า สมดุลที่มาจากสติ เรามีสติกับชีวิตกันมากแค่ไหน ลองคิดดูและลองทำด้วยค่ะ อย่าแค่อ่านผ่านๆ ต่อไปนี้ ยุ่งก็มีสติ ว่างก็มีสติ ความยุ่งไม่ใช่กำแพงให้เราหลบซ่อนจากตัวเอง และความว่างก็ไม่ว่างเปล่าไปหมด พระอานนท์ท่านขยันเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ท่านตรัสรู้ในขณะที่ตัดความคิดทุกอย่างแล้วล้มตัวลงนอน ในสภาวะจิตที่ว่างเปล่า ท่านตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ในเสี้ยววินาทีนั้น เป็นปัจจุบันขณะที่ว่างเปล่าและละแล้วซึ่งตำราทั้งหลายที่ได้เรียนรู้ ไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้ ท่านรู้แต่ท่านละเสีย ปัญญาเกิดในเวลาที่จิตว่าง...
ของอย่างนี้ไม่ลองไม่รู้ ติดอยู่แค่ที่ว่า คุณกล้าที่จะว่างแล้วอยู่กับตัวเอง ทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือเปล่า...
ไม่ต้องตอบหญิงยศหรอกค่ะ ตอบตัวคุณเองนั่นแหละ
.......................................
(หมายเหตุ 'สิทธิ์ที่จะขี้เกียจ...' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



