
มองแบรนด์'หนัง'ผ่านบุคลิกบอลโดยสายตาของสื่ออังกฤษ
21 ก.พ. 2557
มองแบรนด์'หนัง'ผ่านบุคลิกบอลโดยสายตาของสื่ออังกฤษ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แท็บลอยด์ของอังกฤษฉบับหนึ่ง เคยยกย่องเดวิด เบ็คแฮมแบบเวิ่นเว้อว่า เขาคือโมสาร์ท ของวงการฟุตบอล ผมว่าคำพูดนี้น่าจะใช้กับ มาราโดน่า หรือ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้แค่สองคน
แต่ถ้าใครจะบอกว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นสตีฟ จ็อบส์ของวงการลูกหนัง วาจานี้จะเป็นจริงที่สุด จริงตั้งแต่สร้างแบรนด์ มาจนถึง people skill เพราะไม่งั้น ท่านเซอร์คงไม่ถูกติดต่อให้ไปพูดทั่วโลกวันละ 5 ล้านบาท
การเปรียบเปรยเรื่องอื่นๆ กับฟุตบอล เริ่มมีมากขึ้นในช่วง 3 ปีมานี้ เพราะธุรกิจลูกหนังเฟื่องฟูมาก แม้แต่ในทีม “อันดับรองๆ” ก็ยังเคยถูก Four Four Two เปรียบเปรยเป็นหนังเรื่องต่างๆ ดังนี้
.......................
1.เอฟเวอร์ตัน คือ Braveheart
เรื่องราวการรวมตัวอันฟอนเฟะมาก่อน ของเหล่าผู้ประสบความสำเร็จเกินตัวซึ่งนำแสดงโดยกษัตริย์นักรบพิกติช กำลังจะทำให้ใครบางคนหัวเสียด้วยการคว้าชัยชนะในเกมเล็กๆ แต่สร้างเซอร์ไพรส์ได้เกินตัวในบางเกม ดูเหมือนคำขวัญประจำสโมสรนี้คือ “ถึงใครจะซื้อนักเตะเทพของทีม ไปได้ แต่จะไม่มีวันแย่งอันดับ 5 อันน่าภาคภูมิใจ
และโอกาสที่จะได้ไปเล่นในยูโรป้าลีกจากเราไปได้” (คำเปรียบนั้นเกิดขึ้นในยุคของ เดวิด มอยส์)
2.แอสตัน วิลล่า คือ Miller’s Crossing
วิลล่าเปรียบเหมือน “นิทานไอริชนนอเมริกั” อันงงๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าทีมจะไปไหนมาไหนได้สักเท่าไรนัก ในตอนจบศูนย์กลางของเรื่องไปอยู่ที่ปมปัญหาของตัวละครที่ชื่อ มิลเลอร์ คือการที่ชายคนหนึ่ง(นักบอลในทีม) พยายามที่จะทุ่มลูกบอลให้โดนกบาลชายที่วิ่งกุลีกุจอที่ตัวสูงๆ (จอห์น แครูว์) และอีกคนคือชายตัวสูงๆ ที่วิ่งกุลีกุจอสับสนในตัวเอง (แสดงโดยเอมิล เฮสกี้) ราวกับเป็นภาคต่อหนังตลกสุดคลาสสิก Raising Agbonlahor (คำเปรียบนี้เกิดจากตอนที่ เฮสกี้ยังอยู่กับทีม)
3.ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส คือ Cheaper by the Dozen
ก่อนหน้านี้หลายปี สเปอร์เหมือนมาจากหนังตลกเบาสมองแนวใหม่ ที่ผู้นำคือ สตีฟ มาร์ติน มีแนวคิดว่าจะเรียกคนในครอบครัวครบ 1 โหลพอดี มารวมตัวไปเที่ยวกันอีกครั้ง นี่คือการแดกดันทั้งหน้าตาของ แฮร์รี่ เรดแนบว่า มีหน้าตางงๆ คล้ายกัน และกัดความดันทุรังของชายคนหนึ่ง (ซึ่งก็คือเร้ดแนปป์เอง) ที่คิดอุตริอยากให้มีกองกลางนานาชาติฝีมือดีเป็นโหลๆ
(เหมือนสมาชิกในหนัง 12 คน) แทนที่จะมี 4-5 คน อย่างทีมอื่นๆ เขาก็พอ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยพูดอยู่เรื่อยๆ ว่าตัวเขาเอง “เป็นคนทำอะไรตามกติกา” ใครนึกไม่ออกลองไปถามผู้จัดการทีม แฮร์รี่ เรดแนปป์ ที่สื่ออังกฤษชอบเหน็บว่า เขาชอบทำตัวแปลกๆ เหมือนสตีฟ มาร์ตินนั่นเอง (แนวคิดนี้เกิดจากตอนที่ แฮร์รี่ ยังคุมทีมไก่เดือยทองอยู่)
4.แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือ Avatar
ในยุคที่เรือใบสีฟ้าทุ่มทุนแหลก ทีมบอลทีมนี้จึงเหมือนหนังทุ่มทุนสร้างอย่าง avatar เพราะมันมีสีฟ้าๆ ตลอดทั้งเรื่อง เขาเลยเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นทีมแมนซิตี้ เพราะทีมเรือใบมีเสื้อสีฟ้าๆ และที่นั่งสีฟ้า ที่พยายามสร้างทีมด้วยต้นทุนสูงลิ่ว กำลังพยายามจะครองโลก ภารกิจแห่งอนาคตทุนมหาศาลมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนกฎด้วยการฝันใหญ่ คิดใหญ่แล้วหว่านเม็ดเงินลงไป ราวๆ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโอกาสขาดทุนมากมาย
5.เวสต์แฮมยูไนเต็ด คือ The Italian Job
นักกีฬารุ่นมิดเดิลเวทชาวค็อกนีย์กึ่งอิตาเลียน เริ่มต้นเผชิญโลกจากโรงเก็บของมุงสังกะสีในมหานครลอนดอน ชายเหล่านี้จะร่วมทีมกันได้หรือไม่ ทำไมพวกเขาถึงต้องทะเลาะกันตลอดเวลา ใครกันแน่ที่ต้องรับผิดชอบ และพวกเขาจะมีโอกาสได้จับเงินสะอาดของแท้หรือไม่ ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะยังไม่ถูกเปิดโปงในเร็วๆ นี้ และทีมก็เละตุ้มเป๊ะเหลือเกิน
6.แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คือ Fight Club
เมื่อตอนที่กุหลาบแบล็คเบิร์นยังเวียนว่ายอยู่ในพรีเมียร์ลีกนั้น ทีมนี้ถูกเปรียบกับหนังว่า กฎข้อที่หนึ่งของ “ไฟท์คลับ” (ภาคลูกหนัง) ก็คือคุณต้องไม่ขี้เกียจที่จะเอาแต่เล่นบอลโยนยาว ไปให้กับผู้เล่นตัวเก่ง(เพื่อทำประตู) ส่วนกฎข้อที่สองของ “ไฟท์คลับ” ก็คล้ายๆ กับข้อที่หนึ่ง คือ อย่าพยายามส่งบอลไปให้กองหน้าที่ไม่มีความสามารถทำสกอร์
เพราะอาจจะรอนานและที่สำคัญมาก อาจจะร่วงดิวิชั่นได้ในที่สุด (ซึ่งก็ร่วงจริงๆ)
.......................................
(หมายเหตุ มองแบรนด์'หนัง'ผ่านบุคลิกบอลโดยสายตาของสื่ออังกฤษ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



