
Ive Got The Blues
"Ive Got The Blues" เป็นประโยคแห่งความภาคภูมิใจของนักดนตรีผิวดำอเมริกัน เพราะไม่ใช่นักดนตรีทุกคน จะเล่นเพลงบลูส์ได้ คุณจะต้องเคยผิดหวัง เคยเป็นผู้แพ้ (loser) เคยถูกดูถูกเหยีดหยาม เคยจนตรอก ไม่มีใครสนใจเหลียวแล (down and out) และเคยอกหักมาก่อน
บัดดี้ กาย (Buddy Guy) ร้องเพลงที่มีเนื้อหาท่อนหนึ่งว่า “คุณบอกว่าผู้หญิงของคุณทิ้งคุณไป แล้วคุณก็เดินออกไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง” ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้ละก็ “Don’t Tell Me About The Blues” เพราะคุณไม่มีความจริงใจ
ดนตรีบลูส์เป็นดนตรีของคนผิวดำที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นทาสในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการยากหรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทราบว่าดนตรีบลูส์มีจุดเริ่มต้นเมื่อไร หลักฐานที่พอเชื่อถือได้ ก็ได้มาจากการสอบถามหรือไปสัมภาษณ์บรรดาเพื่อนหรือญาติของนักดนตรีเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นหาไม่ได้เลย เพราะชาวอัฟริกันที่ถูกกวาดต้อนมานั้น ไม่รู้หนังสือและไม่สามารถเขียนหนังสือได้ หลักฐานเท่าที่มีพอจะกล่าวได้ว่าเริ่มเมื่อราวๆ ต้นศตวรรษที่ 19 แถบลุ่มแม่น้ำมิสซิซิพพี (Missisippi Delta)
ดนตรีบลูส์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภทคือ Country-Acoustic Blues กับ Urban-Electric Blues
Country-Acoustic Blues เป็นดนตรีบลูส์ในระยะเริ่มแรกที่ใช้กีตาร์โปร่งเล่นและมักจะไม่มีวงดนตรีเล่นประกอบ เป็นการบรรเลงเดี่ยวหรือประกอบการขับร้องของผู้เล่น การเล่นกีตาร์จึงเป็นลักษณะใช้นิ้วมือขวา อันได้แก่ นิ้วโป้งเล่นแนวเบส นิ้วชี้และนิ้วกลางเล่นเสียงประสานที่เรียกว่า “พิคกิ้ง” (picking) สอดรับกับการร้องเพลง เนื้อหาของเพลงส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของความลำบาก ความผิดหวัง ความเศร้าใจในโชคชะตาและอ้อนวอนพระเป็นเจ้าให้ช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ยากเหล่านี้ ศิลปินที่มีชื่อและมีอิทธิพลต่อนักดนตรีรุ่นหลังๆ ก็ได้แก่ Chaley Patton, Robert Johnson โดยเฉพาะ Robert Johnson มีอิทธิพลอย่างมากกับ Eric Clapton ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขานึกว่าเพลงของ Robert Johnson ต้องใช้คนเล่นสองคน แต่จริงๆ แล้วเล่นคนเดียวโดยใช้เทคนิคการเล่น picking
Urban-Electric Blues เป็นดนตรีบลูส์เมื่อนักดนตรีบลูส์เริ่มอพยพเข้าไปหากินในเมือง เช่น ที่เมืองชิคาโก โดยเข้าไปเล่นตามสถานเริงรมย์ต่างๆ ในช่วงนี้เริ่มมีการใช้วงดนตรีเล่นประกอบเป็นวงแบ็กอัพ รูปแบบการเล่นก็ได้พัฒนาขึ้นมีการใช้แนวทำนองกีตาร์เล่นสอดรับกับการร้องมากขึ้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของดนตรีบลูส์ มีการพัฒนาลูกเล่นกีตาร์ที่เรียกว่า “ริฟ” (riff) ออกมามากมายและกลายเป็นลูกเล่นหรือสไตล์การเล่นกีตาร์เฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคนไป ศิลปินที่มีชื่อเสียงได้แก่ Muddy Waters, B.B King, Albert King, Freddie King, Buddy Guy เป็นต้น และศิลปินเหล่านี้ก็กลายเป็นศิลปินต้นแบบให้แก่ศิลปินร็อกที่ยิ่งใหญ่หลายคน เช่น The Beatles, Rollin’ Stones, Jimi Hendrix, The Cream, Jimi Page, Jeff Beck และอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน
Keith Richards แห่งวง Rollin’ Stones เคยกล่าวว่า ถ้าไม่มีดนตรีบลูส์ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น และก็จะไม่มีดนตรีแจ๊ส ไม่มีดนตรีร็อก ไม่มี R&B และอื่นๆ อีกมากมาย
ดนตรีบลูส์จึงเป็นรากเหงาเป็นพื้นฐานที่สำคัญของดนตรีเหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าด้วยโน้ตเพียง 5 ตัวในบันไดเสียงบลูส์ (Pentatonic Blues scale) และโครงสร้างคอร์ดเพียง 3 คอร์ด คือคอร์ดที่หนึ่ง คอร์ดที่สี่และคอร์ดที่ห้า สามารถนำมาซึ่งผลงานเพลงนับไม่ถ้วน ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงต้นไทรที่มีอายุเป็นร้อยปีจะมีความสูงใหญ่ขนาดไหน ซึ่งก็กำเนิดมาจากเมล็ดเล็กๆ เมล็ดเดียวเท่านั้น
ถ้าคุณยังจำเพลง “16 ปีแห่งความหลัง” ของ คุณสุรพล สมบัติเจริญ เพลง “อำนาจเงิน” ของอาจารย์พยงค์ มุกดา ได้ นั่นก็คืออิทธิพลของดนตรีบลูส์ที่มีต่อนักดนตรีไทย และบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ชะตาชีวิต” ก็เป็นที่รู้จักกันพอๆ กับเพลงชาติ ในยุคดนตรีร็อกครองเมืองเพลง “ก็เคยสัญญา” ของ คุณอัสนี โชติกุล ก็โด่งดังไปทุกซอกทุกมุมเมือง แสดงว่าคนไทยรับดนตรีบลูส์ได้ แต่ถ้าคุณคิดอยากจะเป็นศิลปินเพลงบลูส์ขึ้นมาละก็คงต้องคิดทบทวนหลายตลบหน่อย เพราะมีที่ให้คุณแสดงได้ไม่กี่ที่
การที่จะลุกขึ้นมาชอบเพลงบลูส์อย่างจริงจังนั้นคุณจะต้องฟังเพลงบลูส์อีกมากมาย จนกระทั่งทางเดินของคอร์ดสามคอร์ดที่กล่าวไว้อยู่ในสมองของคุณ แล้วตอนนี้คุณก็จะหลงใหลเพลงบลูส์จนไม่อยากฟังเพลงประเภทอื่นเลย ซึ่งก็มีคนน้อยคนที่จะทำอย่างนั้น ดนตรีบลูส์จึงยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนฟังแคบๆ ถึงแคบมาก
ผมเคยไม่ชอบเพลงบลูส์มาก่อน เพราะฟังแล้วซ้ำซากจำเจ วนไปวนมา ทำนองก็ร้องยาก เนื้อหาก็นำไปใช้ร้องเพลงจีบผู้หญิงไม่ได้ เพราะผู้หญิงส่วนมากชอบเพลงเสียงน่ารักๆ หรือเสียงหล่อๆ มากกว่า แต่เมื่อประมาณห้าปีก่อนหน้านี้ ผมเกิดสนใจเพลงบลูส์ขึ้นมาจากเพลง Friday Night Shuffle ของ Larry Carlton ในอัลบั้ม Sapphire Blue จึงทดลองแกะเล่นดู ก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ตามไปศึกษาเพลงของ Eric Clapton และตามไปฟัง B.B.King, Albert King ย้อนกลับไปฟัง Wes Montgomery และศิลปินเพลงบลูส์อีกหลายคน
ตอนนี้กำลังมาตายที่ Jeff Beck หลังจากที่ได้ชมดีวีดีการแสดงสดของเขา ซึ่งปัจจุบันอายุ 65 ปียังเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งกลเม็ดเด็ดพลายเกลื่อนกลาดหลากหลาย ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์คนหนึ่งจะสามารถมีความสามารถได้มากมายขนาดนี้ ทำให้มีกำลังใจขึ้นอีกเยอะ แต่ถ้าคิดว่าจะทำให้ได้อย่างเขานั้นชาติหน้าชาติเดียวไม่พอครับ
ผมฟังเพลงบลูส์จนกระทั่งฟอร์มของเพลงบลูส์สิงสถิตอยู่ในหัว วนเวียนอยู่ทั้งวันทั้งคืน รวมทั้งได้ยินลูกเล่นกีตาร์ต่างๆ เหมือนกับเล่นเพลงบลูส์อยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเข้าไปสัมผัสได้แล้ว เหมือนกับว่าไม่อยากฟังเพลงอย่างอื่นเลย และไม่อยากเล่นเพลงอย่างอื่นด้วย มีเพื่อนนักดนตรีชาวอเมริกันผิวดำของผมคนหนึ่งเคยพูดให้ฟังว่า การเล่นเพลงบลูส์สิ่งที่สำคัญคือการเล่าเรื่อง (To tell a story) การสร้างทำนองต้องเหมือนกับการร้องเพลงอย่างหนึ่ง เหมือนที่ B.B. King เคยพูดว่าเขาร้องเพลงด้วยเสียงร้องและเสียงกีต้าร์ การเข้าออกของทำนองก็เป็นสิ่งสำคัญต้องมีจังหวะที่พอดี และบางครั้งการปล่อยให้เกิดความว่างของทำนองก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง การเล่นเพลงบลูส์ต้องใช้ "อารมณ์" ซึ่งจะถ่ายทอดออกมาตามน้ำหนักการเล่น มักจะเริ่มจากเบาๆ ก่อนแล้วไปถึงจุดสุดยอดในตอนท้ายของท่อนแล้วก็เริ่มต้นกันใหม่ การติดตามทีเด็ดของผู้เล่นก็อยู่ที่ตามฟังว่าเขาจะพาเพลงไปถึงจุดสุดยอดได้อย่างไร ถ้าท่านผู้อ่านสนใจจะไปฟังเพลงบลูส์ก็คงจะจับจุดในการฟังได้มากขึ้น
ตอนนี้ผมกลับต้องหันไปฟังเพลงประเภทอื่นบ้างเพื่อให้เชื้อบลูส์เจือจางลงสักหน่อย ไม่เช่นนั้นจากที่จนอยู่แล้วจะพาลพาให้ไม่มีจะกินเอา...
แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเล่นเพลงบลูส์อยู่ ถ้าไปแสดงที่ไหนอย่าลืมไปเชียร์กันบ้างนะคร้าบ...
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



