
มองผ่านเลนส์คม - เบื้องหลัง
เขียนวิจารณ์ภาพ ทนไม่ไหว ที่ได้รับรางวัลจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าอารมณ์ภาพกับชื่อภาพที่ชักนำไปในทางแบ่งแยก สามารถเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวในสถานการณ์เหลืองแดงยังกรุ่น
นั่นเป็นการมองภาพรวมแบบกว้างๆ
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ยังมีประเด็นสำคัญกว่านั้นเรื่องคำบรรยายภาพ ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงที่ถนนราชปรารภตามที่เป็นจริง
หากกล่าวถึงเหตุการณ์หน้าแฟลตดินแดงว่า “หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง”
น่าสนใจว่า คุณประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งยังเป็นหนุ่มน้อยหน้าใส ไม่ได้เป็นผู้เขียนคำบรรยายหรือให้ชื่อภาพและไม่ใช่ผู้ส่งภาพนี้เข้าประกวด
ผู้เขียนคำบรรยายคือหัวหน้าข่าวในโรงพิมพ์ ส่วนผู้ส่งภาพประกวดคือบรรณาธิการข่าว
ชื่อและคำบรรยายภาพนี้มีสองแบบ โดยแบบแรกที่เขียนขึ้นล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็วในการปิดต้นฉบับ คือ “ทนไม่ไหว” ซึ่งส่งเข้าประกวด และได้รับการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า
ในหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย ชื่อภาพเปลี่ยนเป็น “ระทึกขวัญ” พร้อมคำบรรยายใหม่ว่า “หญิงกลุ่มเสื้อแดงถูกชายคนหนึ่งตรงเข้าจิกหัวหลังบุกเข้ามาด่าทอทหารที่เข้าสลายการชุมนุม และเกิดปะทะคารมกันอย่างรุนแรงที่บริเวณถนนราชปรารภ”
ช่างภาพที่ไม่ได้เป็นคนส่งภาพเข้าประกวดบอกว่าหลังจากถ่ายภาพนี้แล้ว “ผมน้ำตาไหล เสียใจว่าทำไมถึงทำกันรุนแรงขนาดนี้ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าผู้ชายเป็นทหารเพราะใส่เสื้อสีเขียว แต่ช่างภาพอีกคนบอกว่าผมว่าไม่ใช่ เขาเคยถ่ายรูปผู้ชายคนนี้”
ข่าวที่ปรากฏคือชายเสื้อเขียวเป็นการ์ดฝ่ายเสื้อเหลือง ผู้มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าเสื้อแดงทุกคนเป็นคนเลวสมควรกำจัดได้
ในทุกขั้นตอนการทำงานมีช่องว่างให้เกิดความผิดพลาด ทุกความผิดพลาดนำไปสู่ความเสียหายตั้งแต่ระดับรุนแรงมากจนถึงน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด คนทำงานส่วนมากก็มักปลอบใจตัวเองว่าเสียหายระดับน้อยมาก แม้ความจริงจะเป็นอีกอย่าง
ในกรณี “ทนไม่ไหว” ที่เกิดขึ้น แม้จะสามารถรับฟังและเข้าใจคำอธิบาย ก็ยังคงต้องมีคำถามถึงความระแวดระวังของทุกสื่อในการปฏิบัติหน้าที่ และคำประท้วงต่อสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน...
ที่ตัดสินให้รางวัลกับภาพซึ่งมีคำบรรยายที่ผิดความจริงไปอย่างมาก
"นิธินันท์ ยอแสงรัตน์"



