
เอกเขนกดูหนัง:'Amour'
14 ก.พ. 2557
'Amour' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
มีหนังรักที่อยากแนะนำให้ชมกันในวันวาเลนไทน์ เป็นหนังที่วัยรุ่นดูแล้วน่าจะซาบซึ้งในความรักของคนเฒ่าคนแก่ ส่วนผู้ใหญ่ดูแล้วก็น่าจะเข้าใจความหมายในชีวิตมากขึ้น
Amour เล่าถึงคู่รักชรา คุณปู่จอร์จและคุณย่าแอน ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในฝรั่งเศสเพียงลำพัง ทั้งคู่ดูแลกันไปตามประสาคู่ผัวตัวเมียเฒ่าชแรแก่ชรา ว่างๆ ก็ออกไปดูหนังฟังเพลงบ้าง จนมาวันหนึ่งระหว่างรับประทานอาหาร คุณย่าแอนก็เกิดอาการสตั้นไปชั่วขณะ คุณปู่เรียกอยู่เป็นนาน กว่าจะกลับมาเป็นปกติ และดูเหมือนคุณย่าจะไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้สึกถึงความผิดปกติกับตัวเอง จนปู่จอร์จตัดสินใจพาเธอเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดโรคเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ จากนั้นมาดูเหมือนว่าอาการของคุณย่าแอนดูจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
หนังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความรันทดโศกสันต์ในชีวิตของปู่ย่าคู่นี้แต่อย่างใด หากแต่ฉายภาพการดำเนินชีวิตประจำวันของจอร์จและแอน ที่พยายามทำเหมือนว่าทั้งคู่สามารถเรียนรู้และดูแลตัวเองกันได้ แม้อีกคนจะป่วย อีกคนก็ช่วยดูแลปฐมพยาบาลโดยไม่ต้องพึ่งพาใครให้เดือดร้อน แม้จะจ้างพยาบาลมาช่วยบ้าง แต่สุดท้ายปู่จอร์จก็ออกปากให้เธอไปโดยอ้างว่าตัวเขาสามารถดูแลย่าแอนได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ท่ามกลางการเป็นห่วงเป็นใยของลูกสาว ที่ออกจะวิตกจริต จู้จี้และอยากจะบงการ ชี้นิ้วให้พ่อต้องทำความปรารถนาของเธอด้วยการส่งแอนไปอยู่บ้านพักคนชราเพื่อให้มีคนดูแลอย่างใกล้ชิด แต่พ่อของเธอก็ยังดูแลแม่เพียงลำพังคนเดียวต่อไป
อ่านจากพล็อต Amour ดูเหมือนจะเป็นหนังดราม่าบีบน้ำตา ถ่ายทอดความรักแสนรันทดหดหู่ของคู่ปู่ย่า แต่กลับกลายเป็นว่า หนังเน้นถ่ายทอดเหตุการณ์ชีวิตประจำวันของคนทั้งคู่มากกว่า ตั้งแต่ที่ยังแข็งแรง กินข้าวด้วยกัน ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน จนอีกฝ่ายล้มเจ็บป่วยไข้ หนังก็ฉายภาพการปรนนิบัติพัดวี ทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดเนื้อตัวดูแลไม่ห่าง (ถึงขั้นจ้างเพื่อนบ้านซื้อกับข้าวกับปลามาให้ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องจากภรรยาไปไหน) โดยเหตุการณ์ในหนังเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องเล็กๆ ของจอร์จและแอนบนอพาร์ตเมนต์เล็กๆ เท่านั้นเอง
นอกจากห้องหับที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย องค์ประกอบศิลป์อื่นๆ ในหนังก็แทบไม่มีอะไรเลย ไม่มีดนตรีประกอบ นอกจากฉากปู่ย่าไปดูการแสดงดนตรีของลูกศิษย์ตัวเอง ที่มีเพลงคลาสสิกในฮอลล์ดังขึ้นมา และฉากที่ลูกศิษย์ย่าแอนแวะไปเยี่ยมเยียนและบรรเลงเปียโนให้เธอฟัง มีตัวละครเพียงไม่กี่คน โดยที่เสน่ห์เพียงสิ่งเดียวในหนังเรื่องนี้ก็คือการแสดงอันเป็นธรรมชาติของ ฌอง หลุยส์ แทร็งติญ็อง ในบทปู่จอร์จ และเอ็มมานูเอล ริว่า กับบทคุณย่าแอน
หนังเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ลำดับเหตุการณ์ไปตามช่วงเวลาจริง (แต่หนังตัดต่อเปิดเรื่องโดยใช้การแฟลชฟอร์เวิร์ด เหตุการณ์ในตอนท้าย แล้วค่อยย้อนกลับมาเล่าเรื่องราวของจอร์จและแอน) ฉายภาพชีวิตประจำวันคนเฒ่าคนแก่ปุถุชนคนธรรมดาคู่หนึ่ง แต่ทว่าผู้กำกับมิคาเอล ฮาเนเก้ ก็ยังคงเสนอนำรสนิยมทางศิลปะของเขาเอาไว้ในหนังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความชื่นชอบในดนตรีคลาสสิก (ตั้งแต่หนัง The Piano Teacher, Funny Games) และบทกวี แม้บทสรุปลงท้ายของ Amour จะสลดหดหู่ไม่แพ้ผลงานที่ผ่านๆ มาของเขาก็ตาม
ฮาเนเก้ มักใส่สัญลักษณ์ไว้ในหนังของเขาเสมอ หนังรักวัยชราของเขาเรื่องนี้ก็เช่นกัน ฉากนกพิราบบินเข้ามาในห้องที่ปรากฏให้เห็นอยู่หลายครั้ง โดยที่มันอาจจะพลัดหลงหรือตั้งใจบินเข้ามา และคุณปู่ก็พยายามหาทางไล่มันออกไปทุกครั้งก่อนจะหาวิธีลงมือจับให้มั่น และก็ปล่อยให้มันเป็นอิสระต่อไป เช่นเดียวกัน จอร์จและแอน ต่างไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การควบคุมดู แม้การควบคุมที่ว่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของหมอก็ตาม
ย่าแอนบอกกับจอร์จตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาลว่า อย่าพยายามรักษาเธอด้วยวิธีแบบนี้อีก นั่นหมายถึงปล่อยให้เธออยู่กับอาการป่วย กินข้าวกินยาไปวันๆ ดีกว่าผ่าตัดแล้วนอนแหม็บอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล และถึงแม้ลูกสาวที่คะยั้นคะยอให้พ่อพาแม่ไปอยู่บ้านพักคนป่วยชรา แต่จอร์จก็ปฏิเสธเสมอ แอนเองเหมือนพลัดหลงมาถูกกักขังอยู่กับอาการเจ็บป่วย เธอไม่สามารถหาทางออกได้ จะมีก็แต่จอร์จ ที่ช่วยทำให้เธอหลุดพ้น ปลดปล่อยเธอจากความทุกข์ของการป่วยไข้ คล้ายกันกับวิธีที่เขาใช้จัดการจับนกพิราบแล้วก็ปล่อยมันไป
Amour แม้ไม่ใช่หนังรักจ๋า หวานเลี่ยน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของคนคู่หนึ่ง และไม่เพียงเท่านั้น หนังยังตั้งคำถามกลายๆ ต่อการดำรงอยู่ของชีวิต ทั้งอิสระที่จะมีและใช้ชีวิต รวมถึงการหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ และวิถีทางในการปลดปล่อยความทุกข์ของคนที่รัก ซึ่งพฤติกรรมหรือวิธีการอาจจะหมิ่นเหม่ต่อเส้นศีลธรรมอยู่ไม่น้อยและชีวิตที่นอกจากโชคชะตาจะพาเดินไปแล้ว อย่างน้อยแต่ละคนก็ควรกำหนดทางเดินด้วยตัวเอง ได้ แม้หนังก็จะท่าทีย้อนแย้งว่า สุดท้ายปู่จอร์จ ก็เลือกที่จะตัดสินใจแทนย่าแอนอื่นอยู่ดี แต่สิ่งที่เขาทำก็คือการแสดงความรักที่มีต่อเธอนั่นเอง
คนทำหนัง ที่มักเปิดเปลือยอารมณ์และความรุนแรงของมนุษย์อย่างฮาเนเก้ แม้ Amour จะเป็นหนังที่ดูละมุนละม่อนที่สุดของเขาแล้ว แต่ให้ระวังเสียงดังโครมครามในฉากเปิดเรื่องก็แล้วกัน
.......................................
(หมายเหตุ 'Amour' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



