บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ปาย-กาน-หย่าย (1)'

เล่นหูเล่นตา:'ปาย-กาน-หย่าย (1)'

10 ก.พ. 2557

'ปาย-กาน-หย่าย (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
 
          “6.30 น.” เป็นเวลาตื่นที่ฉันตั้งจากมือถือ ขณะที่เวลาจริงตอนล้มตัวนอนคือตี 3 เศษๆ “เอาวะ... เท่าไหร่เท่านั้น” ฉันคิดในใจก่อนหลับตาลง... ตื่นลืมตามาพร้อมเสียงปลุกจากมือถือ เอื้อมมือไปกดปิดเสียง ทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วหลับต่อ หลับๆ ตื่นเพราะกลัวหลับยาวเลยต้องยันร่างขึ้นจากที่นอน พอดีกับเวลาที่ข้าวตูกับยิม (ช่างแต่งหน้าและทำผม) เปิดประตูเข้ามาในห้องฉันตรงเวลาเป๊ะ ฉันรีบวิ่งเข้าไปอาบน้ำอาบท่า แล้วออกมาให้ทั้ง 2 นาง แต่งหน้าทำผมให้... เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ฉันก็ขึ้นไปนั่งอยู่ในรถ มองภาพวิวนอกกระจกที่เลื่อนไปอย่างรวดเร็วตามความหนักของฝ่าเท้าคุณสีเกด ผู้จัดการที่กดลงบนคันเร่ง จอดรถเข้าไปในซองแล้วยื่นธนบัตรให้ รปภ.ลานจอดรถที่ชี้ช่องทางให้โดยไม่ต้องมองหา...
 
          เครื่องบินลงจอดที่เชียงใหม่ โก้ มิสเตอร์แซกแมน สีเกดและฉัน มานั่งฟาดข้าวซอยในร้านที่สนามบินฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่องบินต่อไป “ปาย”... ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องฉันมองไปที่ฝ่าเท้าของผู้โดยสารคนหนึ่งที่ยกตีนขึ้นยันขอบบนของพนักเก้าอี้ตัวหน้า แล้วก้มหน้าง่วนอยู่กับไอแพด คิ้วฉันเริ่มขมวดเข้าหากัน พอดีกับที่พนักงานของสายการบินเดินมาแจกกล่องอาหารว่าง
 
          “น้องคะ... ช่วยเดินไปบอกอีชาวต่างชาติคนนั้นที่เอาตีนพาดเก้าอี้ (ฉันชี้ไปที่ผู้ก่อเหตุ) ให้มันเอาตีนลงได้มั้ยคะ" (มาเมืองไทยคิดจะทำอะไรก็ทำ นี่มันที่สาธารณะไม่ใช่บ้านเมิง ไม่เคยเคารพประเทศกูงี้!)
 
          พูดยังไม่ทันขาดคำ อีคนที่ฉันพูดถึงก็ลุกพรวดออกไป... อ้าว! มันเป็นคนไทย มันคงได้ยิน เอ่อ!... น่าอายยิ่งกว่าเป็นคนต่างชาติมั้ย? เป็นลูกหลานฉันไม่ได้ จะเดินไปตบกะโหลกให้คว่ำ! แต่ก่อนจะเป็นอย่างนั้น อีคนนั้นมันไม่เดินมาตบปากฉันก็บุญแล้วมะ ที่ไปวุ่นวายกับตีนของมัน ซึ่งไม่ได้พาดบนปากฉันซะหน่อย! กลัวที่ไหน วันนี้นอนน้อยพร้อมมีเรื่อง... บอกเลย! จ่ายค่าปรับแค่  500 ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ช่าง ตบแรกต้องเป็นของฉันนะคะคุณตำรวจ!
 
          เครื่องบินเล็กขนาด 12 ที่นั่ง พาพวกฉัน 3 คนพร้อมกับผู้โดยสารอื่นอีก 7 คน เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ปาย ในเวลาไม่ถึง 25 นาที มองๆ ไปบรรยากาศก็คล้ายอยู่ในรถตู้เหมือนกันนะ พอเครื่องลงที่สนามบินปาย (สนามบินจิ๋วๆ เล็กกะทัดรัด) รถตู้ก็มารับพวกเราพาไปส่งที่พัก ไปรวมหัวกันกับพวกทาเคชิ นักดนตรีทั้ง 4 คน กับพี่โรจน์ ซาวนด์เอ็นจิเนียประจำวง ที่นั่งรถตู้จากเชียงใหม่มารออยู่ที่ปายก่อนหน้าพวกฉันไม่ถึงชั่วโมง พวกเราไปสถานที่จัดงาน “ภูริปายวิลล่า (Puripai Villa)" ของ ภูริ หิรัญพฤกษ์ เพื่อเช็กเสียงบนเวที แดดเปรี้ยงแต่ก็ยังดูร่มรื่น เพราะล้อมรอบไปด้วยภูเขาและต้นไม้เขียวที่ขึ้นแน่นเป็นป่าในละแวกนั้น... มีบ้านสไตล์เรียบหรูสร้างเป็นหลังๆ บนพื้นที่เนินชันลักลั่นต่างระดับกันไป ราคา 5 ล้านขึ้นไป (200 ตารางวาขึ้นไป) แล้วแต่พื้นที่ เช็กเสียงบนเวทีเสร็จก็ออกไปเดินเล่นบนถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด ฉันกับพวกเดินแวะชิมนั่นชิมนี่ตามร้านต่างๆ ที่ตั้งเป็นแนวยาวรอลูกค้ามาอุดหนุนเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า... รสชาติของอาหารอร่อยหรือไม่ไม่ใช่ประเด็น เน้นที่บรรยากาศและสถานที่ที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินทางสายตามากกว่าจะกระตุ้นต่อมรับรส... สิ่งที่กระตุกความสนใจของฉัน คือ อาหารจีนที่ไม่ใช่กวางตุ้งหรือแต้จิ๋วที่ฉันคุ้นเคย น่าจะมาจากจีนบนภูเขาในแถบภาคเหนือของเรา... “ก๋วยเตี๋ยวยำ” แม่ค้าจะใช้ตะเกียบคีบเส้นที่มีให้เลือกทั้งหมี่เหลือง เส้นเล็ก เส้นใหญ่ที่ลวกทิ้งไว้ในถาด ใส่ในชามผสมแล้วตักไก่สับต้มในน้ำซุปสีส้มๆ งาคั่ว ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ พริกเผา น้ำปรุงรสอะไรอีก 2-3 อย่าง โรยด้วยต้นหอมผักชีสับ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง... “ข้าวแรมฟืนทอด” เป็นแป้งผสมถั่วลันเตาบดเอาไปนึ่งแล้วตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนเอาไปทอดกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเค็มๆ เปรี้ยวๆ คล้ายกับขนมหัวผักกาดทอด แต่กลิ่นไม่ใช่... 
 
          สีเกดกับวงทาเคชิไปยืนมุงซื้อข้าวโพดปิ้งเกรียมๆ เสียบไม้ ครึ่งฝัก 15 บาท (ซื้อที่กรุงเทพฯ ได้ทั้งฝัก) ตามด้วยขนมบ้าบิ่นใส่ข้าวโพด... ชิมไปชิมมาหลายอย่างก็ยังไม่อิ่ม ไม่เป็นคาบเป็นเครือ เลยต้องยกขบวนไปกินข้าวกันจริงๆ จังๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง กินเสร็จเดินออกจากร้านเพื่อไปขึ้นรถ มีขบวนรถตู้ 2-3 คัน ปราดเข้ามาจอดเทียบหน้าร้าน ได้ยินเสียง เรียก “อีคิ้ม... อีคิ้ม” เสียงแหบพร่าแต่ร่าเริงแบบนี้จะเป็นใครไม่ได้... ใช่จริงๆ ด้วย “อีท็อป ดารณีนุช” เพื่อนซี้ฉันเอง อยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยเจอกัน เพราะนอกจากไถนาหาเลี้ยงครอบครัวแล้ว อีนี่คือหน่วยอนุบาลทำนุบำรุงชาวบ้านยากจนที่มารวมตัวกู้ชาติ โดยรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาไปซื้ออาหาร หยูกยา และของใช้ที่จำเป็นสำหรับชาวม็อบที่มาด้วยใจแต่ไม่มีทุนทรัพย์... สำหรับฉันมันคือแม่พระแม่ชีอะไรสักอย่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสารต่อมวลหมู่มนุษยชาติโดยไม่เลือกปฏิบัติ ความดีที่ทำไปไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน ไม่มีใครมายกย่องเชิดชู แถมยังต้องเดือดร้อนตัวเองจาก “หมายเรียก” ที่แทนคำว่า “หมายหัว” ในยุคที่ความอยุติธรรมเติบใหญ่ทำให้คนดีและความดีไม่มีที่จะยืนเช่นนี้ ฉันกังวลแทนเพื่อนฉันจริงๆ 
 
          “กูไม่เคยบอกว่ากูไม่กลัว แต่กูไม่ทำไม่ได้ ประเทศชาติเป็นยิ่งกว่าบุพพการี ตอนนี้ประเทศชาติเราป่วย เราต้องช่วยดูแล มึงรู้มั้ยว่า กูเครียดยิ่งกว่าตอนพ่อแม่กูไม่สบายเข้าห้องไอซียูเสียอีก ทุกวันนี้กูต้องกินยานอนหลับก่อนนอน... เฮ้อ... กูมันเหมือนพวกทหารเลวในกองทัพ (ทหารเลวคือทหารที่อยู่แนวหน้าในสมัยโบราณ) ลุยเข้าไปตายเป็นตาย ไม่เสียดายชีวิต... ช่างเถอะ ถ้ากูเป็นอะไรตาย กูก็ไม่ห่วงอะไรมากหรอก พ่อแม่กูตายหมดแล้ว ลูกกูมันก็น่าจะเอาตัวรอดได้ วันนี้น่ะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกูหรอก แต่พอเรื่องจบ หลังจากนั้น 2-3 เดือน มึงคอยดู กูอาจจะถูกเช็กบิล”
 
          ไม่มีใครไม่กลัวภัยคุกคามทางความคิดและชีวิต และยิ่งภัยนั้นมาจากน้ำมือของกลุ่มคนผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ควรจะปกป้องดูแลแต่กลับรังแกประชาชน ยังจะมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้อีกหรือ? ชีวิตคนเราเกิดแล้วก็ต้องตายจะด้วยธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ อย่างน้อยเราก็ยังได้ภูมิใจที่เกิดมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน(คนรักชาติ)... ถ้าจะตายก็ตายแบบไม่เสียชาติเกิด!... ว่ามั้ยคุณตำรวจ!!
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ปาย-กาน-หย่าย (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)