
ขบคิดขีดเขียน:'ความสุขในลิ้นชัก'
'ความสุขในลิ้นชัก' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
“ความสุขในชีวิตของคนเราอยู่ตรงไหนกันแน่…”
หนึ่งประโยคโดนใจจากหนังเรื่องโปรดของหญิงยศ ที่เมื่อคืนเอากลับมาย้อนดูอีกครั้งแล้วถึงกับต้องหยุดคิดเบาๆ หนังพูดถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1950-1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าฟื้นตัวหลังจากสงคราม มีการสร้างโตเกียวทาวเวอร์เป็นเหมือนตัวแทนความหวังและการก้าวต่อไปข้างหน้า มีการเปิดประเทศเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ใส่เกียร์เร่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ มีการกำเนิดมดงาน มีการเรียกผู้หญิงที่ออกไปทำงานออฟฟิศอย่างเป็นทางการว่า OL (Office Lady) ผู้คนให้ความสำคัญกับการศึกษา กับฐานะทางสังคมมากขึ้น
หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆ ในโตเกียวที่ทุกคนก็พยายามถีบตัวเองเพื่อชีวิตที่จะก้าวหน้า และเชื่อสุดหัวใจว่านี่คือสิ่งที่ถูกและควรทำ เราเห็นพ่อที่เป็นนักเขียนไส้แห้งพยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูกชายบุญธรรมท่องหนังสือเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโตเกียวให้ได้ ทั้งๆ ที่ความสุขที่แท้จริงของเด็กคนนี้คือการได้เขียนนิยายเหมือนกับพ่อของเขา เราเห็นหมอที่โดนคนรักเข้าใจผิดว่าเป็นคนไม่ดีเกี่ยวข้องกับยากูซ่าและโสเภณีแต่ไม่สามารถบอกความจริงได้ว่าเขาต้องแอบโรงพยาบาลไปช่วยรักษาคนที่ไม่มีเงินพอจะไปหาหมอที่โรงพยาบาล
เราเห็นนักแสดงสาวสวยอนาคตไกล มีแต่ผู้ชายรวยๆ รุมจีบให้ไปเป็นภรรยาน้อย แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะมาอยู่ผู้ชายที่จนแสนจนและมีลูกด้วยกัน... คนเหล่านี้เอาความสุขเป็นที่ตั้งของชีวิต ไม่ใช่ความสำเร็จหรือความสะดวกสบาย ตลอดการดูหนังเรื่องนี้ทั้งสามภาค หญิงยศไม่ค่อยได้เห็นความสะดวกสบายอย่างหรูหราฟู่ฟ่ามากนัก แต่ที่เห็นอยู่ตลอดแทบจะทุกวินาทีของหนังเรื่องนี้คือ “รอยยิ้ม” ค่ะ ตัวละครทุกตัวใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำของพวกเขาไปด้วยรอยยิ้มบนหน้าที่ฟ้องอย่างแจ่มชัดว่า พวกเขามีความสุขกับชีวิตแบบนี้
“ความสุขในชีวิตของคนเราอยู่ตรงไหนกันแน่” ถามอีกครั้งค่ะ ถามในวันที่ประเทศไทยของเราดูจะหาความสุขได้น้อยลงทุกที รอยยิ้มสยามที่เคยมีให้กันก็เฟดหายไป มีแต่การก่นด่า ฆ่าฟัน เกลียดชัง ในวันที่ทุกคนต่อสู้เพื่อ “ชีวิตที่ดีกว่า” ลองถามตัวเองกันอีกทีว่า ดีกว่าที่ว่านั้นมีความสุขปนเปื้อนอยู่ด้วยหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
หญิงยศว่าหลังๆ มานี่ คนเราเอาความสุขกับความสบายไปรวมไว้ในลิ้นชักเดียวกัน จนชักจะแยกแยะไม่ออก ทุกคนอยากโต อยากเก่ง อยากมีความสำคัญ อยากมีชื่อเสียง อยากขึ้นไปอยู่ระดับท็อปให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงความสุขความสำเร็จ ตลอดระยะเวลาของการเดินทางฝ่าฟันนั้น เราไม่แคร์ว่า เราจะต้องพลาดโอกาศสำคัญอะไรไปบ้าง เราใช้ร่างกายหนักหนาเกินไปแค่ไหน เราลืมคนที่สำคัญในชีวิตเราจริงๆ ไปบ้างหรือเปล่า หลายคนวิ่งพุ่งไปหาความสำเร็จข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง อ้างบอกทุกคนว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายหรอก ไม่มีเวลานั่งทานข้าวดีๆ หรอก ไม่มีเวลาไปหาหมอหรอก ไม่มีเวลากลับไปกอดแม่หรอก หลายคนที่ว่านี้ไม่ได้ไปถึงฝั่งฝันทุกคนนะคะ ส่วนมากรู้ตัวอีกทีก็นอนแบ่บอยู่ในโรงพยาบาลเพราะสภาพร่างกายที่สู้ไม่ไหว และคนที่รายล้อมอยู่ข้างเตียงก็คือคนที่คุณไม่เคยมีเวลาให้เขานั่นแหละ บางคนไปถึงฝั่งฝัน ประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่กลับไม่พบความสุขค่ะ... หันซ้ายหันขวา ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครให้แชร์ความสำเร็จอันนี้ ได้แต่นั่งกอดถ้วยรางวัลอยู่เงียบๆ คนเดียว ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่
“ความสุขในชีวิตคนเราอยู่ตรงไหนกันแน่”.... อยากให้ลองคิดดีๆ ดูอีกทีค่ะ จำเป็นมากไหมกับการต้องขึ้นเป็นที่หนึ่ง จำเป็นมากไหมที่ต้องเคี่ยวเข็ญลูกให้ไปในทิศทางที่เขาไม่ได้ต้องการ จำเป็นมากไหมที่ต้องเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าสุดท้ายความสุขกับความสำเร็จหรือความสะดวกสบายมันไม่ได้อยู่ด้วยกัน ลองหันมาจัดลิ้นชักชีวิตของเรากันใหม่ไหมคะ ความสุขอยู่ลิ้นชักหนึ่ง ความสำเร็จอยู่ลิ้นชักหนึ่ง ความสบายอยู่อีกลิ้นชักหนึ่ง หาสมดุลย์ของการเปิดลิ้นชักทั้งสามนี้ให้ได้ อย่าไปแคร์ปากคนเวลาเราเปิดลิ้นชักความสุขของเรา ไม่ว่าเขาจะว่าเราเห็นแก่ตัว หาว่าเราเหยาะแหยะ หาว่าเราไม่มุ่งมั่นในหน้าที่การงาน ความสุขของเราเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา ไม่มีใครทำให้เรามีความสุขได้นอกจากตัวเราเอง เรามีหน้าที่ดูแลตัวเอง เพราะสังขารมีหน้าที่ของมันเช่นกัน คือหน้าที่ที่จะต้องตาย เราทำได้เพียงแค่ดูแลรักษาให้แข็งแรงในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น สมดุลย์ในชีวิตที่ต้องมี ก็เพียงเพื่อสุดท้ายในวันที่เราจะจากโลกนี้ไป เราจะได้ยังมีรอยยิ้มอยู่บนหน้า แล้วพูดได้เต็มปากว่า “ชีวิตนี้มีความสุขจัง” เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้สักอย่างไม่ว่าจะจากลิ้นชักอันไหนก็ตาม....
.......................................
(หมายเหตุ 'ความสุขในลิ้นชัก' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



