
'จิตวิทยาเคาะนาฬิกา มุมน่าอ่านของเฟอร์กี้ '
'จิตวิทยาเคาะนาฬิกา มุมน่าอ่านของเฟอร์กี้ ' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
มีหลายเรื่องราวที่น่าอ่านในหนังสือของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่จัดทำโดยสำนักพิมพ์เนชั่น ในตอนหนึ่งเขาเล่าว่า
“ตลอดเวลาที่เป็นผู้จัดการทีม คนทั่วไปชอบทึกทักว่าผมเป็นคนบ้าอำนาจ มีเล่ห์เหลี่ยมแกมโกง แต่อันที่จริงผมไม่ใช่คนเก่งเรื่องศาสตร์มืดแบบนั้น เคยลองบ้างเหมือนกัน เช่น พูดว่าเราจะจบฤดูกาลในอันดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม และมุ่งมั่นกว่าเดิม พูดอย่างนี้อาจเรียกว่าเป็นการเล่นเกมทางจิตวิทยาแล้วก็ได้ ผมทึ่งมากที่ในฤดูหนาว ปี 2009 คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมเชลซี เข้าใจที่ผมพูด เขาพูดเสียใหม่ว่า ‘อเล็กซ์กำลังบอกว่า ยูไนเต็ดจะแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล แต่ทีมเราก็แกร่งขึ้นเหมือนกัน’
ผมทำแบบนี้ทุกปี ‘คอยดูครึ่งหลังของฤดูกาลก็แล้วกัน’ และได้ผลเสมอ คำพูดนี้คืบคลานเข้าไปในจิตใจของนักเตะทีมเรา ทำให้คู่แข่งขยาด ยูไนเต็ดจะร้อนแรงในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล เหมือนไฟบรรลัยกัลป์ในสายตาของคู่แข่ง คำพูดแบบนี้กลายเป็นคำทำนายผลการแข่งขันที่สร้างความฮึกเหิมให้แก่ทีมเรา
การเคาะนาฬิกาข้อมือก็เป็นแผนทางจิตวิทยาอีกอย่างหนึ่งที่ผมใช้ ผมไม่ได้จับเวลาการแข่งขัน แค่มองผ่านๆ เท่านั้น เพราะใครจะไปคิดทันว่าต้องทดเวลาอีกกี่นาที เกมจึงจะจบ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่การเคาะนาฬิกาไม่ได้มีผลต่อทีมเรา
แต่มีผลต่อทีมคู่แข่งต่างหาก ถ้าเห็นผมเคาะนาฬิกาและโบกไม้โบกมือ คู่แข่งจะสยองขึ้นมาทันทีและคิดว่าคงทดเวลาอีก 10 นาที ทุกคนรู้ว่ายูไนเต็ดเก่งเรื่องยิงประตูช่วงท้ายเกม พอเห็นผมชี้ที่นาฬิกา พวกนั้นจะรู้เลยว่าต้องเตรียมรับมือกับเราในช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด
คู่แข่งจะรู้สึกเหมือนถูกล้อม พวกเขารู้ว่าเราไม่มีวันยอมแพ้ รู้ว่าเราเก่งเรื่องการบุกอย่างระห่ำช่วงท้ายเกม ไคลฟ์ ทิลด์สลีย์ ผู้บรรยายกีฬาทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เคยพูดไว้ในช่วงต้นของการทดเวลาการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999 ว่า ‘ยูไนเต็ดยิงประตูได้ทุกครั้ง’ คล้ายกับที่เคนเน็ธ วูลส์เทนโฮล์ม2 เคยพูดในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ ปี 1966 ว่า ‘พวกนั้นคิดว่าเกมจบแล้ว แต่มันเพิ่งเริ่มตอนนี้ต่างหาก’ ทั้งหมดเป็นเกมจิตวิทยา
การดูแลนักเตะแต่ละคนก็ต้องใช้มิติทางจิตวิทยาด้วยเหมือนกัน ถ้าใครมีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง การจ้องตาคนเหล่านั้นสักครู่ก็ช่วยได้เหมือนกัน เราทุกคนเคยเป็นเด็กมาก่อน ลองนึกว่าตัวเราอยู่ในสภาพของคนเหล่านั้นดู
คุณรู้ตัวว่าทำผิดและกำลังรอรับโทษ ‘ลองดูซิว่าจะมีอะไรแก้ตัว’ คุณอาจคิดในใจอย่างนี้ หรือคิดว่า ‘พ่อจะว่าอะไรไหมเนี่ย’ เป้าหมายสำคัญคือต้องการให้เขารู้ตัวมากที่สุด อะไรจะเป็นสิ่งที่กระทบใจเรามากที่สุดในช่วงเวลานั้นของชีวิต"
นี่คือบางส่วนในหนังสือ My Autobiography ของเฟอร์กี้ ซึ่งสุดสัปดาห์นี้ น่าจะมีบางร้านวางขายแล้ว
.......................................
(หมายเหตุ 'จิตวิทยาเคาะนาฬิกา มุมน่าอ่านของเฟอร์กี้ ' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



