บันเทิง

เพลงลูกทุ่งต้องห้ามตีแผ่สันดานการเมืองไทย

เพลงลูกทุ่งต้องห้ามตีแผ่สันดานการเมืองไทย

29 ม.ค. 2557

เพลงลูกทุ่งต้องห้ามตีแผ่สันดานการเมืองไทย : ลูกทุ่ง

 
 
         
          ในขณะที่สังคมไทยวันนี้กำลังถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายความคิดและยังมีทีท่าว่าจะรุนแรงมากขึ้น โดยยังไม่ทราบว่า จุดจบจะออกมาอย่างไร ย้อนหลังไปในอดีต ยุคที่ความขัดแย้งทางการเมืองร้อนแรง มีการเข่นฆ่ากัน ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีบทเพลงลูกทุ่งหลายเพลงที่สะท้อนเรื่องราวเหมือนคอยเตือนสติให้ทุกคนคิดก่อนจะทำแต่ไร้ผล
   
          ทีมข่าวบันเทิง”คม ชัด ลึก” รวบรวมบทเพลงลูกทุ่งที่สะท้อนเรื่องราวการเมืองในแต่ละยุคสมัย ถ้าย้อนขึ้นไปเมื่อปี 2494-2500 ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยุคนั้นประชาธิปไตยและการแสดงออกของประชาชนไม่สามารถทำได้เหมือนสมัยนี้ การเมืองยุคนั้นมีแต่ความรุนแรง ประชาชนรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาล จากกลุ่มนายทุน “เพลงลูกทุ่ง” ในสมัยนั้นนักร้องนักแต่งเพลง เช่น เป็น เบญจมินทร์, เสน่ห์ โกมารชุน, คำรณ สัมบุญณานนท์, สุรพล สมบัติเจริญ นักแต่งเพลง อาทิ ครูป.ชื่นประโยชน์ สุรพล พรภักดี จึงแต่งเพลงขึ้นเพื่อใช้ ”เสียดสี” พวกบ้าอำนาจซึ่งเพลงที่เกี่ยวกับผู้แทนจึงถูกเขียนขึ้นในหลายแง่มุม
       
          ยกตัวอย่างเพลง “ผู้แทนควาย” ขับร้องและแต่งโดย เสน่ห์ โกมารชุน ที่มีเนื้อหาต่อว่าผู้แทนอย่างรุนแรง มีการเปรียบผู้แทนเหมือนกับสัตว์ที่ปรากฏในชื่อเพลงมีการเสียดสีรัฐบาลจนเป็นเพลงต้องห้ามที่ทำให้เสน่ห์ โกมารชุน ถูกจับทุกครั้งที่ร้องเพลงนี้ 
     
          เพลง “มนต์การเมือง” ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์ แต่งโดย สุเทพ โชคสกุล เป็นเพลงดังและอมตะมาจนทุกวันนี้ เนื้อหาคล้ายกับเพลง “ผู้แทนควาย” แต่มีการลดถ้อยคำที่รุนแรงลงมาเนื้อหาบอกถึงวิธีที่ส.ส.ใช้หาเสียงกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ คือการรับปากว่าจะสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ จะสร้างถนนหนทางสร้างโรงเรียน ไฟฟ้า-ประปาให้ แต่พอได้รับการเลือกตั้งแล้วไม่ทำ เนื้อหาเพลงที่ฟังดูเจ็บ ๆ ว่า “....มันน่าระอาผู้แทนเมืองไทย” แถมท้ายด้วยการแนะนำประชาชนว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป “...พวกโกงพวกกิน พวกกังฉินอย่าเลือกเข้าไป” เพลงนี้เป็นเพลงถูกห้ามเปิดตามคลื่นวิทยุในยุคนั้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเพลงอีกหลายเพลงที่ คำรณ สัมบุญณานนท์ ร้องเสียดสีการเมือง เช่นเพลง “อสูรการเมือง” เพลง ”เทวดาขี้โกง” เพลง ”ตาสีกำสรวล” ตอน 1 และตอน 2 ซึ่งแต่งโดย ครูไพบูลย์ บุตรขัน
      
          ครู เบญจมินทร์ หรือ ตุ้มทอง โชคชนะ ขับร้องและแต่งเพลง “ผู้แทนที่รัก” โดยเนื้อหาเปรียบเทียบความรักที่ผิดหวังยังไม่ช้ำใจเท่าถูกผู้แทนหลอกลวงพอลงคะแนนให้แม้แต่เงาหัวก็มองไม่เห็น
      
          เพลง “ผู้แทนมาแล้ว” ขับร้องโดย ครู สุรพล สมบัติเจริญ เนื้อหาและลีลาการขับร้องแตกต่างไปจากเพลงที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ฟังแล้วสนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่เนื้อหายังคงเสียดสีการเมืองอย่างแยบยล เปรียบตัวนักร้องเป็นผู้สมัครผู้แทน เชิญชวนให้ผู้ฟังมาลงคะแนนให้ตน แล้วสัญญาจะสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ ไม่มีการต่อว่าต่อขานรัฐบาล 
      
          เพลง “ยุบสภา” ขับร้องโดยราชาเพลงโห่ ประกายเพชร สรหงษ์ แต่งโดย สามชัย ธีระพงศ์ เพลงนี้บันทึกเสียงปี 2519 ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพลงมีเนื้อหาเสียดสีผู้แทน พูดถึงการโกงกิน การคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง การขายตัวของผู้แทน ความวุ่นวายในรัฐสภา ในเนื้อเพลงมีการเรียกร้องให้ยุบสภา และสาระของเพลงนี้อยู่ที่มีการเชิญชวนให้ประชาชนไปเลือกตั้งกันใหม่ โดยให้เลือกผู้แทนดีๆ เข้าสภา
 
          ศิลปินแห่งชาติ ครูลพ บุรีรัตน์ หรือวิเชียร คำเจริญ เคยเขียนบทเพลงชื่อ “ทรัพย์สินคนเก่า” ให้ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ขับร้อง ซึ่งก็มีเนื้อหาบางท่อน ซ่อนแนวคิดเตือนใจในสังคมไทยไว้ อาทิ ในท่อนจบของเพลงว่า 
“....ไม่เติมไม่ต่อเห็นมีเพียงตัด สร้างความร่ำรวยทางลัด
จ้องนักพวกผลัดกันผลาญ ท่านรวยพร้อมสรรพจากทรัพย์คนโง่โบราณ 
ดอกไม้ซื้อใส่ในพาน บูชาวิญญาณ ท่านไหมสักช่อ”
     
          นอกจากนั้นยังมีเพลงลูกทุ่งอีกหลายเพลง เช่น ผู้แทนร้อนๆ ร้องโดย ก้าน แก้วสุพรรณ เพลง รักชาติจนนํ้าลายไหล ร้องโดย สุรศักดิ์ ศักดิ์สมุทร  เพลง ผู้แทนเบอร์ 5 ร้องโดย เพลิน พรหมแดน  เพลง อย่ารักชาติแต่ปาก ร้องโดย ยอดรัก สลักใจ แต่งโดย อ.ชลธี ธารทอง เพลงผู้แทนหาเสียง ร้องและแต่งโดย สุชาติ เทียนทอง  เพลง อยากเป็นผู้แทน  แต่งโดย สนิท มโนรัตน์ ร้องโดย ธานี ศรีอุทัย ฯลฯ 
    
          เพลงลูกทุ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าเพลงแนวอื่นๆ จึงมีบทบาทเป็นอย่างมากในการนำเรื่องราวมาสะท้อนตีแผ่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน นำเรื่องความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของชาวบ้านสะท้อนให้รัฐบาลได้ยินในรูปแบบของเสียงเพลง เมื่อเขาเห็นว่านักการเมืองที่เลือกเข้าไปนั้น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้
    
          แม้วันนี้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศมากขึ้น แต่วิธีการของนักการเมืองก็ปรับเปลี่ยนไป ยังคงโกงกินและแย่งอำนาจกันทุกวิถีทาง ส่วนจะมีนักร้อง หรือนักแต่งเพลงคนใดในยุคนี้ กล้าหาญลุกขึ้นมาเขียนเพลงลูกทุ่งสะท้อนเรื่องราวทางการเมืองในวันนี้บ้างหรือไม่ หรือจะแค่วนเวียนอยู่แต่เรื่องของรักๆ ใคร่ๆ อกหัก เป็นชู้ หรือวนเวียนแต่เรื่องเทคโนโลยีโทรศัพท์ คงต้องรอดูกันต่อไป