บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ขาจรอุดรฯ'

เล่นหูเล่นตา:'ขาจรอุดรฯ'

20 ม.ค. 2557

'ขาจรอุดรฯ' : คอลัมน์ เล่นหนูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม




          ตุ่มเก็บน้ำใบใหญ่ขนาด 3 คนโอบกลายเป็นที่อยู่ของคราบตะไคร่สีเข้มกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งใบตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงอยู่หลังบ้านบอกเล่าประสบการณ์ผ่านแดดผ่านฝนมาใกล้ศตวรรษ ... เป็นภาพแรกที่เข้ามาสู่สายตาของฉัน หลังจากก้าวเท้าลงจากรถตู้ออกมาสัมผัสลมหนาว 17 - 18 องศาที่หนองคาย ความสงบและสมถะของบรรยากาศโดยรอบทำให้หัวใจอุ่นกว่าร่างกายทั้งๆ ที่ไม่มีผู้ชายคอยกุมมือ!
    
          เวลานั้น ... ความสงบสุขได้กลับคืนสู่หัวใจอีกครั้ง

          การทำงานท่ามกลางความชอบและชังของผู้คนนั้นช่างหาความสุขที่แท้จริงได้ยาก! ... ยิ่งความสุขที่มาในรูปของ “ความสงบ” แล้ว ... เกือบลืมไปว่าเคยมี ในคนที่ไม่ค่อยวิ่งเข้าวัดวา ไม่วิปัสสนาอย่างฉันด้วยแล้วจะเหลืออยู่ก็แค่การสวดมนต์ก่อนนอนเท่านั้นที่คอยย้ำเตือนว่า “ความสงบสุขยังคงสถิตย์มั่นในใจเราอยู่ตลอดเวลา” ทำใจให้ว่างปล่อยให้สติและสมาธิก้าวเข้ามาพร้อมกัน เมื่อเกิดความรู้สึกไม่อยากได้ ไม่ใคร่มี ไม่รัก ไม่เกลียด ... นั่นแหละเวลาแห่งความสงบสุขในใจ

          มีคนเคยพูดว่า “ถ้าเราไม่มีต้นทุนความสุขอยู่ก่อนแล้วในใจ ก็อย่าหวังว่าจะไปหามันได้จากที่ไหน” สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ ไม่ต้องออกไปเสาะหาจากใคร สิ่งใด หรือที่ไหน ถ้าในใจเราเป็นสุขอยู่ที่ไหนก็สุข ถ้าในใจเราเป็นทุกข์อยู่ที่สุขมันก็ยังทุกข์อยู่ร่ำไป ... แม้ในช่วงทุกข์ ความสุขก็ซุกตัวอยู่ใกล้ๆ กำลังใจยังคงซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในใจ มันทำให้เราฮึดสู้ ... หากยังมองไม่เห็นก็ให้คิดดูว่าโชคดีแค่ไหนที่เรายังคง “มีลมหายใจ” ให้สู้ต่อไปในวันพรุ่งนี้ การดำรงอยู่บนเส้นทางของชีวิตที่ไม่แน่นอนและไม่คงทนถาวร อะไรย่อมเกิดขึ้นได้ วันนี้แพ้ พรุ่งนี้ชนะ สลับกันไป เราไม่ได้ต่อสู้กับใครนอกจากสู้กับใจของตัวเอง การสร้างสมดุลย์ระหว่างความสุขและความทุกข์ในจิตใจคือหัวใจของการดำรงชีวิต

          ไม่น่าแปลกที่โอ่งน้ำใบเดียวจะทำให้ฉันสงบสุขได้ ในเมื่อความสุขของฉันคือความเรียบง่าย ... ฉันพยายามกักตุนความสุขจากบรรยากาศโดยรอบ สูดกลิ่นดิน หญ้า และลมหนาว มองดูตึกเก่าอายุ 85 ปี “จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย” ที่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่จัดงานและนิทรรศการต่างๆ ไม่มีผู้ว่าฯ มาพำนักอยู่อีกต่อไป อดีตที่ไม่แข็งขืนต่อการเปลี่ยนแปลง มันจึงดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน

          “ 85 ปี ยังพอไหว ... เคยเจอเป็นร้อยปีมาแล้ว ที่นี่คงไม่ดุเท่าไหร่เนาะ? ”

          ฉันพึมพำกับสีเกด ผู้จัดการตัวกลมที่ทำงานว่องไวราวหงจินเป่าเข้าสิง นางรู้ว่าของโบราณคือสิ่งที่ฉันโปรดปราน ฉันเดินสำรวจตามห้องต่างๆ จากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้นบนก่อนขึ้นก็พนมมืออธิษฐานขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางตามธรรมเนียมปฎิบัติ จวนผู้ว่าแห่งนี้เป็นตึกปูนทั้งหลังมีประตู หน้าต่าง และบันได้เป็นไม้ พื้นเป็นไม้และกระเบื้องชิโนโปรตุกิสลายโบราณเก่าแต่งดงาม หน้าต่างไม้เป็นบานเกล็ดสีฟ้าออกน้ำเงินเหมือนหลงเข้าไปในยุคร.5 - ร.6 แต่ด้วยความที่เป็นจวนเก่าไม่ใช่วังจึงไม่มีรายละเอียดมากนัก ดูเป็นการเป็นงานอย่างเรียบง่าย มีห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องนอนแบ่งเป็นสัดส่วน มีทางเดินและหลังคาเชื่อมจากตึกใหญ่ไปเรือนข้างหลัง เดาว่าเรือนเล็กน่าจะเป็นเรือนคนใช้ เรือนต่อไปน่าจะเป็นเรือนรับรองที่ล็อคกุญแจปิดตายเอาไว้ ไม่กล้าบุกรุกเข้าไปเดี๋ยวจะเจอผีอีแพงหรือผีอีเฟือง จะหนีกันไม่ทัน! ... ฟ้าเริ่มมืดลงอากาศก็เย็นลง แสงไฟสีเหลืองสาดส่องใส่ตึกทำให้ดูขลังขึ้นกว่าตอนเย็น แขกหรื่อสวมชุดในยุคร.6 เริ่มเดินข้างาน ทำให้จวนผู้ว่ากลับมามีชีวิตราวกับย้อนอดีตได้ในทันที ชายฉกรรจ์ 6 - 7 คน สวมชุดตำรวจไทยโบราณ สวมหมวกผ้าทรงกลมมีปีกรอบๆ มีจุกแหลมๆ อยู่ตรงกลางคาดสายสะพายหนัง นุ่งกางเกงพองด้านบนสอบลงไปด้านล่างรับกับรองเท้าบู๊ทหนังทรงสูงเหมือนรองเท้าขี่ม้า นี่ถ้ามายืนอยู่แถวๆ ตี 3 - ตี 4 ... ผีแน่ๆ    เชฟและพนักงานจากโรงแรมอยู่ในเต้นท์สีขาวกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารให้ลูกค้า 50 คนในงาน ... มีเพียงสิ่งนี้แหละที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ายังอยู่ในปัจจุบัน! ... 4 ทุ่ม ฉันเดินกลับเข้ามาเปลี่ยนชุดหลังจากเสร็จงานแล้วเดินขึ้นรถตู้คันเดิม นั่งกลับไปพักโรงแรมที่อุดรฯ ระหว่างทางฉันบอกให้คนขับปิดแอร์เอาปลายนิ้วมือยื่นออกไปนอกกระจก    นิ้วเย็นเฉียบ! มองตัวเลขบอกอุณหภูมิภายนอก ... 15  องศา เย็นได้ใจอยากอัดอากาศหนาวใส่กระป๋องเอาไปฝากคนที่บ้าน ...

          45 นาที ฉันกับสีเกดก็มาถึงโรงแรมที่พัก อาบน้ำนอน ทำเป็นไม่หิวเพราะตอนเย็นตุนไว้เยอะ ขามาถึงอุดรฯ ฉันกับสีเกดแวะไปกิน “ร้านพรแหนมเนือง” เจ้าประจำแหนมเนืองในแนวของฉัน    คนที่ไม่วิ่งกินตามกระแสหรือแห่ไปร้านดังๆ ชอบกินอะไรที่ใช่แม้มันจะตกๆ หล่นๆ ไม่เป็นที่นิยมนัก      อาหารมันก็คล้ายกับนักร้อง ดังอาจจะไม่ดี หรือดีอาจจะไม่ดัง  แล้วแต่วาสนา ฉันสั่ง “แหนมเนือง” น้ำจิ้มเข้มข้น    ผักสดกองท่วมจาน มีทั้งผักกาดหอม (ใบใหญ่กว่าฝ่ามือที่กางเต็มที่แล้วเสียอีก) ทั้งสด ทั้งกรอบ ชุ่มฉ่ำ ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ ผักแพรว     กินจนเหนื่อยก็ไม่หมดสักที ... ตามด้วย “ยำแหนมคลุก” มีแป้งทอดกรอบๆ ฝอยๆ โรยมาด้านบน ตักกินกรุบกรับอย่างเมามัน รสแซ่บแต่ไม่เผ็ดจนแสบปากห่อกินกับผักกาดหอมคำโตๆ หุบปากแทบไม่ลง ...   “ปอเปี๊ยะทอด” แป้งบางไส้เยอะทอดกรอบๆ จิ้มน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานกินกับผักสดแก้เลี่ยนอีกแล้วค่าคุณ ... “ขนมเบื้องญวน” แป้งสีเหลืองบางกรอบห่อเครื่องหมูสับผัดใส่แครอท ถั่วงอก และต้นหอมซอย กินกับอาจาด แตงกวาราดน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานโรยหน้าด้วยถั่ว   ความกรอบและความนุ่มกลมกลืนกันในปากเวลาเคี้ยวติดเปรี้ยวหวานปลายลิ้นจากน้ำอาจาด ... “หมูทรงเครื่องญวน” แต่ละร้านเรียกไม่เหมือนกัน มันคือขาและหูหมูทั้งส่วนกระดูกอ่อนและมัน เอาไปต้มใส่เครื่องพะโล้ญวนแช่ตู้เย็นจนจับตัวเป็นวุ้นแข็งๆ หั่นบางๆ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานเผ็ดนิดๆ แก้เลี่ยน เคี้ยวหนุบๆ กรุบๆ ร้านนี้ทำอร่อยสุดๆ กินไปอย่าได้แคร์ กลับกรุงเทพฯ แล้วค่อยว่ากันคะคุณตำรวจ ... ตอนนี้กินไปร้องเพลง “ยอม” ของทาทา ยัง ไป

          “หยุดไม่ได้แล้วทุกอย่าง ... ใจของฉันนั้นรักเธอตั้งแต่เราได้พบหน้า สบสายตากันและกัน ฮึม ... ฮึม ... ห้ามไม่ได้แล้วหัวใจ จะไม่ยอมปล่อยเธอให้ไปจากฉัน ... แม้จะอ้วน (เจ็บ) สักเท่าไหร่ แม้จะต้องแลกกับสิ่งไหน ... ฉันยอม” ของกินเต็มโต๊ะ น่าจะกินกันสัก 5 คน นี่กินกัน 3 คน (รวมน้องออกาไนเซอร์ตัวอ้วนๆ อีกคน) ยังต้องห่อกลับ เช็คบิลมา 500 กว่าบาท ... อยากจะกราบขอร้องคุณพี่เจ้าของร้านพรแหนมเนืองให้มาตั้งร้านในกรุงเทพฯ จะกินมันทุกวันเลย ไม่ผอมให้มันรู้ไป!

          คิดถึงอาหารที่ฟาดไปจนป่านนี้ยังอิ่มตื้อถึงคอ คงต้องข่มตานอนมะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

          โปรดติดตามตอนต่อไป

          ป.ล. ร้านพรแหนมเนือง จ.อุดรธานี (ส่งถึงกรุงเทพฯ) เปิดบริการ 06.00 - 21.00 น. โทรศัพท์ 0-4223-0455, 0-4223-0466

.......................................
(หมายเหตุ 'ขาจรอุดรฯ' : คอลัมน์ เล่นหนูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)