
เอกเขนกดูหนัง:'12 years a slave'
'12 years a slave' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ในบรรดาหนังเต็งรางวัลที่มีโอกาสเข้าฉายในบ้านเรา ทั้ง gravity, captain phillips, american hustle, inside llewyn davis ในความเห็นส่วนตัวดูเหมือนเรื่องราวของ 12 years a slave จะซาบซึ้งกินใจที่สุดซึ่งอาจจะคนละความหมายกับสนุก เร้าใจ เพราะถ้าวัดจากความรู้สึกเช่นนี้หนังอ้างว้างกลางอวกาศกับกัปตันอเมริกันผจญโจรสลัด อาจตอบสนองความรู้สึกที่ว่านั้นมากกว่า และก็ไม่ได้หมายความว่าหนัง 12 ปีทาสทรมาน จะมีภาษีดีกว่าเรื่องอื่นๆ จนมีโอกาสคว้ารางวัลใหญ่อย่างออสก้าร์ไปครองได้ (ขณะเขียนต้นฉบับนี้ ยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงออสการ์ ซึ่งเอาเข้าจริงรายชื่อหนังเหล่านี้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจตกหล่นไม่มีโอกาสเข้าชิงก็เป็นได้) แต่หากจะมองหนังด้วยสายตาคนดูทั่วไปโดยไม่มีรางวัลมาเป็นเงื่อนไข หนังอย่าง 12 years a slaveก็จัดเป็นงานคุณภาพที่ไม่ต้องผ่านการตีความหรือถอดสัญญะใดๆให้เมื่อยความเพราะสารจากหนังส่งตรงถึงคนดูให้สัมผัสได้โดยง่าย
หนังที่ว่าด้วยชีวิตรันทดของทาสผิวดำไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ ส่วนใหญ่มักเล่าตั้งแต่เริ่มถูกกวาดต้อนกุมตัวจากแผ่นดินเกิดในแอฟริกาขนย้ายผ่องถ่ายข้ามน้ำข้ามทะเลผ่านเรือเดินสมุทรมายังทวีปอเมริกาถูกซื้อขายเป็นสินค้าแรงงานแยกย้ายกระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ไปอยู่ในภาคการเกษตรถ้าไม่ทำปศุศัตว์ก็ไปอยู่ตามท้องไร่ทำหน้าที่เพาะปลูกเก็บเกี่ยวผลผลิตกันไปหนัง ‘ทาส’ หลายเรื่องมักแสดงภาพการถูกกดขี่ข่มเหง หรือไม่ก็ความรันทดหดหู่ที่เหล่าทาสแอฟริกันได้รับจากคนขาวบนแผ่นดินตะวันตกที่บังคับจับกุมพวกเขามา ไม่ว่าจะเป็นหนังคลาสสิกอย่าง ‘roots’ ที่ตัวละคร คุนต้า คินเต้ อยู่ในใจนักอ่านและคอหนังไปทั่วโลก หรือ ‘amistad’ ของผู้กำกับสตีเว่น สปีลเบิร์กที่บีบคั้นอารมณ์ไม่น้อยแต่สำหรับ 12 years a slave แล้ว หนังไม่ได้ปูพื้นด้วยการฉายภาพชะตากรรมรันทดของตัวละคร หากแต่เริ่มต้นเรื่องราวด้วยชะตากรรมเล่นตลกกับนักไวโอลินผิวสี ผู้มีหน้าที่การงานกำลังไปได้สวย แต่ด้วยความเผลอไผลเมามายไม่ได้สติในคืนหนึ่ง รุ่งเช้าเขาตื่นขึ้นมากลับพบตัวเองในสภาพถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน คุมขังในห้องแคบๆ ถูกขายเป็นทาส ต้องล่องเรือไปยังแดนใต้เพื่อทำงานในไร่เยี่ยงทาสคนอื่นๆ ที่ถูกเร่ขายมาเช่นกัน
ตัวละคร ‘โซโลมอน นอร์ธัพ’ ใน 12 years a slave ต่างจากทาสใน roots และ amistad ตรงที่เขาถูกหลอกมาขายเป็นทาส สถานะภาพของเขาแตกต่างจากคุนต้า คินเต้ หรือ ซินเคถูก ที่เป็นคนป่าคนดง ไม่ประสีประสา ถูกบังคับจับมาขายเป็นทาสจากแอฟริกาหากแต่ก่อนหน้านั้น ‘นอร์ธัพ’ เป็นนักไวโอลินฝีมือดีแถมยังมีทักษะงานช่างไม้ที่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสุขสบายแต่ที่ยอมตกเป็นทาส ยอมรับชะตากรรมครั้งนี้ (หรือแม้แต่ชื่อที่คนขาวอุปโลกน์ให้ว่า ‘แพล็ต’) ก็เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดหนีกลับมา ซึ่งปรากฏว่าต้องใช้เวลานานถึง 12 ปีเลยทีเดียว
ตลอด 12 ปี ของการใช้ชีวิตทาส ไม่เพียง ‘นอร์ธัพ’ ต้องหวานอมขมกลืนกับการถูกใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมเห็นเพื่อน ‘นิโกร’ ร่วมโลกถูกกระทำย่ำยีอย่างทารุณจากคนขาว ซึ่งก็รวมถึงเขาเองเช่นกัน แต่ตัวละครด้านตรงข้ามซึ่งก็คือคนขาวนั้น มีทั้งดีและเลวปะปนกัน โชคดีที่ ‘นอร์ธัพ’ เป็นคนมีฝีมือช่างและได้รับการศึกษา จึงได้รับการเอ็นดูจากเจ้านาย และความฉลาดก็ทำให้เขาอ่านเกมออกและหาทางเอาตัวรอด จากคนขาวโรคจิต ทั้งผู้เป็นนายใหม่ และหัวหน้าคนงานที่แค่อยากเอาชนะด้วยความอิจฉาริษยาเท่านั้น (แต่มันก็ทำให้เขาเกือบถึงตายหลายครั้ง)
การดิ้นรนต่อสู้เพื่ออิสรภาพของนอร์ธัพ ไม่เพียงต้องแลกมากับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางกายเท่านั้น แต่ความทุกข์ในจิตใจก็รวดร้าวไม่ต่างกัน การได้เห็นเพื่อนสาวใช้ถูกย่ำยี พร้อมๆ กับทำงานรับใช้เจ้านายชาย-หญิงที่ต่างก็มีสภาพจิตวิปริตบิดเบี้ยวไม่ต่างกัน ล้วนเป็นความรันทดหดหู่ที่ต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาแต่สิ่งที่นอร์ธัพ พยายามหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานะทาส กลับมาเป็น ‘ไท’ ได้อีกครั้ง คือความศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์ แม้หลายครั้งเพื่อนของเขาจะเป็นคนขาวที่หลอกลวงให้เข้ามาสู่วังวนการค้าทาสก็ตามที แต่เมื่อมีโอกาส นอร์ธัพ ก็พยายามหาทางบอกกับทุกคนว่าเขาเคยเป็นใครเมื่อในอดีต และบ่อยครั้งความพยายามที่ว่านั้น ก็จบลงด้วยความล้มเหลวและการถูกหักหลัง
การรักษาศรัทธาของการมีชีวิต ทำให้นอร์ธัพแตกต่างไปจากทาสคนอื่นๆ มีเพื่อนทาสผิวดำหลายคนแนะนำให้เขาหนี แต่นอร์ธัพกลับบอกว่า เขาไม่ได้ต้องการหนีเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่เขาต้องการหนีเพื่อกลับไปใช้ชีวิต (อย่างที่เคยเป็น) ซึ่งนั่นหมายถึงการเฝ้ารออย่างเย็นใจ จนถึงเวลาและโอกาสเหมาะของการจากลาชีวิตทาสเดินทางมาถึง
ไม่เพียงเรื่องราวของทาสผิวสีที่ถูกทารุณจองจำแต่ 12 years a slave ยังพูดถึงการกักขังตัวเองของมนุษย์จากความหม่นมืดในจิตใจ ตัวละครอย่าง ‘เอพ’ และภรรยา ฐานะเจ้าของไร่แต่ดูเหมือนทั้งคู่ต่างมีปมอมทุกข์ที่ถูกกักไว้ภายในใจอย่างทรมานไม่ต่างกับทาสของพวกเขา บางทีอิสรภาพทางกาย อาจไม่มีความหมาย หากความทุกข์ทนในใจยังถูกปกปิดเก็บงำ ไม่สามารถปลดเปลื้องออกไปได้ ฉากเศร้าสร้อยที่สื่อความหมายนี้ได้อย่างชัดเจนคือฉากที่ เอพให้นอร์ธัพเฆี่ยนตี ‘แพ็ตซี่’ อย่างทารุณในความผิดเพียงเล็กน้อยต่อหน้าภรรยาของเขา ผ่านสายตาที่จ้องมองด้วยความเวทนา กลับความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจ แต่กลับต้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งเพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้มีใจปฏิพัทธ์กับทาสสาวในความดูแล (บทนี้ของ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ทำให้เข้าได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำเคียงคู่กับชิวิเทล อิจิออฟอร์ ในสาขาสมทบและนักแสดงนำชาย)
นี่คือเรื่องราวอันน่าสลดหดหู่ของมนุษย์ ที่กักขังความโสมมของตัวเองไว้ภายใน เวลาเดียวกันอิสรภาพก็เป็นสิ่งปรารถนาอยู่ทุกลมหายใจ ที่ต้องไขว่คว้าให้ได้มา แม้ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
.......................................
(หมายเหตุ '12 years a slave' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



