
'ดินสอสีและผีเสื้อ'
'ดินสอสีและผีเสื้อ' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ตอนเด็กๆ ผมอยากได้ชุดดินสอสีที่มีแท่งมากๆ (เหมือนอยากได้ไม้ปิงปอง) ผมรู้สึกว่า “ดินสอสี” ไม่เหมือนกับ “ปากกา” มันดูมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่า และไม่มีบทบาทเป็นทางการแบบ “เครื่องเขียนอย่างหลัง” การได้รู้สึกถึงดินสอสีอีกครั้งในวันนั้น จึงแจ่มชัดขึ้น เพราะผมไม่เคย(ใฝ่ฝัน)จะมีปากกาแพงๆ ด้ามไหน
จะว่าไป แม้เป็นแท่งเหมือนกัน แต่ปากกาก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากดินสอ เหมือนที่แม้เป็นหมู่ภมรและโลกของแมลง “ผีเสื้อ” ก็มีชีวิต ที่ต่างไปจากเรื่องราวของ “ผึ้ง”อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า ถ้าโลกปราศจากผึ้ง มนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 4 ปี ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าผีเสื้อไม่ชอบขยับปีก สวนอุทยานจะมีความงามลดลงเพียงใด รายการสารคดีของเนชันแนล จีโอกราฟฟิค เคยทำสกู๊ปของผีเสื้อ ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าถ้านับกันจริงๆ พวกมันมีเป็นหมื่นๆ ชนิด ที่ผึ้งก็คงไม่น้อยกว่าเช่นกัน
ผีเสื้อแม้จะมีปีกที่สวยเวลาโบยบิน แต่มี “บางประเภท” ที่ไม่ค่อยชอบบิน บางคนบอกว่ามันเป็น “ผีเสื้อชั้นสอง” ในโลกของสัตว์ปีกพันธ์เล็ก เทียบกับการทำงานของผึ้งแล้ว แม้ว่าผึ้ง ไม่ซับซ้อนเท่า แต่หน้าที่ของผึ้งที่มีต่อโลกของมนุษย์ สง่างามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ผึ้งยังคงรักษารัง หาน้ำผึ้ง แม้ว่ามันมีจะที่ทางที่แข็งแรงอยู่หลายชั้นแล้ว(เว้นแต่จะโดนรมควันให้ร่วงผลอยจากรัง) นึกๆ ดูก็แปลกเหมือนกัน เวลาเราเปรียบเทียบสัตว์เล็กๆ ของชนิดนี้ ผึ้งมักมีความหมายที่แบนราบกว่า ใช้ไปในทางดุร้าย ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง อะไรแบบนั้น
ขณะที่ผีเสื้อ ดูจะกระเดียดไปทางสวยงามและเป็นสีสันของสวนสวย ทั้งที่ถ้าได้คิดสักนิดว่า หากผีเสื้อตัวไหน ที่ไม่ชอบขยับปีก มันเกือบไม่ต่างอะไรจาก “หนอน” ผีเสื้อที่หมั่นขยับปีกและโบยบิน คงไม่ต่างอะไรจากคุณค่า ที่ “ควรมีและเป็น” ในมนุษย์ ผมชอบคำพูดในหนังโฆษณาแมนยูของสิงห์ ซึ่งเขาบอกว่า “ซ้อม - ต่อให้จะชนะมากี่ครั้ง”
ฟังแล้วเหมือนคนที่ยังคงมุ่งมั่นจะไปต่อ แม้ชนะอุปสรรคในหนทางมาหลายรูปแบบ มนุษย์แบบนี้มีไม่มากหรอก คนที่จะยังทำงานแข็งขัน รักษาความเร็วเท่าเดิมในขณะที่วิ่งมาหลายปี ผมนึกชื่นชมนักชิมไวน์อย่าง โรเบิร์ต ปาร์คเกอร์ ที่ไม่เคยหยุดชิมไวน์ แม้จะเป็นนักวิจารณ์มือหนึ่งในโลกของเครื่องดื่มชนิดนี้ นึกยกย่อง ปิกัสโซ่ ที่ไม่เคยหยุดวาดภาพ
แม้ความร่ำรวยในฐานะของเขาจะมีพอแล้ว นึกสรรเสริญ มาราโดน่า ที่ไม่เคยหยุดซ้อมบอล แม้จะคว้าแชมป์บอลโลก 1986 ในปีนั้น
ในยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นิยมเด็ดยอดหรือ “กระสัน” ที่จะดังอย่างรีบเร่ง โดยที่ขาดความเร่าร้อนในการทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง มันคงไม่ต่างอะไรจาก “ผีเสื้อ” ที่ถูกมองว่าคงสวย แต่แล้วก็ไม่ค่อยชอบบิน
บางวัน ขี้เกียจแม้แต่จะ “ขยับปีก” แต่ผีเสื้อเป็นสัตว์ที่ประหลาดเหมือนกัน เหมือนได้ “พร” ที่มาพร้อม “คำสาป” มันจะสวยก็ต่อเมื่อโบยบิน ขยับปีก แต่ถ้านิ่งเนือยด้วยการเกาะอยู่ตรงไหนเนิ่นนาน รูปลักษณ์ในเรือนร่างของมัน ไม่เคยน่ามอง มันอาจเหมือน ปาร์คเกอร์ ที่เวลาพูดไม่น่าฟังแต่ถ้าใช้ “เพดานของปาก” ในการทดสอบไวน์
โลกด้านหนึ่งก็รอถ้อยคำจากลิ้นเขา เหมือนวาทยากรที่มือไม้หยาบกร้าน แต่ถ้าใช้ช่วงแขนไปกับเรื่องราวในดนตรี เขาก็สามารถควบคุมการแตกแถวของตัวโน้ต ได้หมดสิ้น
ผมเคยอิจฉาช่วงชีวิตของผีเสื้อ เพราะแม้จะแสนสั้น แต่มันมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เป็นดักแด้ก่อนจะได้เป็นหนอน และแค่ขยับปีก ก็กลายไปเป็นผีเสื้อ เป็นสิ่งมีชีวิตอันน้อยนิด ที่จะอัปลักษณ์และสวยงาม แต่ถึงเป็นสัตว์ปีกที่แสนจะบอบบางและอ่อนไหว มันก็สอนสิ่งใหญ่โตและอหังการอย่างมนุษย์ได้ว่า ไม่ว่าจะทำงานด้วยหน้าที่ของอะไร
คนไม่ควรขาดพร่องในความมุ่งมั่น เป็นจอมยุทธ์ ก็ต้องหมั่นฝึกปรือวิทยายุทธ์ เป็นนักดนตรีก็ไม่ควรห่างหายตัวโน้ต และถ้าผึ้งยังต้องสร้างรังผึ้ง ผีเสื้อก็ควรอ่อนไหวกับเรื่องราวของมันเอง ดินสอสีในกล่องไหนๆ ก็คงเป็น เช่นกัน
.......................................
(หมายเหตุ 'ดินสอสีและผีเสื้อ' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



