บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ระหว่างวัน'

เล่นหูเล่นตา:'ระหว่างวัน'

13 ม.ค. 2557

'ระหว่างวัน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
 
          ผ่านมาแล้ว 45 ฝน คนอย่างฉันก็ไม่เคยคาดเดาหรือวางแผนอะไรในชีวิตได้ มันไม่เคยเป็นอย่างที่วาดหวังไว้สักครั้ง ตั้งแต่เกิดมาฉันจึงทำได้แค่ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” และถ้าจะมีสิ่งใดที่ไม่ดีเกิดขึ้น จะต้องสูญเสียอะไรไปก็ขอให้เหลือลมหายใจกับกำลังใจไว้ ... ที่เหลือเสียไปก็ยังหาเอาใหม่ได้ ... 
 
          เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าตื่นมาแล้ว ... ไม่มีใครรู้จักหรือจดจำฉันได้อีกต่อไป (ยกเว้นคนในครอบครัว) ฉันจะทำอย่างไร? ... เอ่อ ... ฉันจะไปขายก๋วยเตี๋ยวเพราะนอกจากเพลงแล้ว อาหารคือสิ่งที่ฉันรัก เมื่อทำในสิ่งที่รักก็จะทำสิ่งนั้นได้ดี เพราะทำจากใจ ไม่ใช่จำเป็น ... 
 
          การไม่ยึดติดกับชื่อเสียงซึ่งเป็นเพียงหัวโขนจะทำให้เราสบายใจขึ้น ด้วยว่าชื่อเสียงเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ประโยชน์จากมันสำหรับฉันมีข้อเดียว คือ “อำนาจในการต่อรอง” ในเรื่องของ “ราคาค่าจ้าง” เพื่อให้คุ้มค่ากับพรสวรรค์และประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อไหร่ที่เราหลงไปกับชื่อเสียง นั่นหมายความว่า “มันกำลังใช้เรา” และเราจะกลายเป็น “เหยื่อของชื่อเสียง” “ชื่อเสียง” เป็นสิ่งสมมุติที่มีมูลค่าและน่ากลัว ... มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตาย เพราะเมื่อความตายมาถึงมันจะพรากเอาลมหายใจเราไปแล้วทุกอย่างก็จบลงแค่นั้น แต่ชื่อเสียงมันอาจทำให้เราตายทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ... 
 
          ในแวดวงนี้ไม่มีสิ่งใดจะเจ็บปวดไปกว่าการตายไปจากความทรงจำของผู้คนโดยไม่มีการโต้แย้ง แก้ตัว หรือต่อรอง ด้วยน้ำมือของสาธารณชน 
 
          คำว่า “สาธารณชน” นั้นช่างมากมายไร้ขีดจำกัด มีเพียงความชอบ-ชัง-รัก-หลง เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจให้คนคนหนึ่ง เกิดหรือดับ! ... ยิ่งในยุคของโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเติบโตอย่างไร้แนวทางขอบเขตและเหตุผล เช่นนี้แล้ว ... บางครั้งความยุติธรรมและความเมตตาก็หลบซ่อนอยู่ลึกจนนึกไม่ถึง ... หรืออาจตั้งใจมองข้ามไปก็เป็นได้ ... สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ “ตัวคน” แต่เป็น “ความคิดของคน” ความคิดเห็นอันมีเหตุผลตื้นเขิน เบาบางและไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ จะกลายเป็นคำตัดสิน ประหารชื่อเสียงแล้วทำให้คนคนหนึ่งตายทั้งเป็น หรือกลายเป็นอดีตที่ยังหายใจแผ่วๆ อยู่ในปัจจุบัน คนหนอคน ... จะโกรธจะเกลียดใครก็แค่พิมพ์ด่าสาดใส่กันไป ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ... บนโลกแห่งความจริงมีทั้งด้านมืดและสว่าง ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เช่นกัน ยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนโยนขยะในใจของตัวเองออกไปใส่ใครต่อใครได้อย่างสะใจไร้เหตุผล โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องเผชิญหน้า ไม่ต้องละอายหรือเกรงกลัวต่อบาปกรรมใดๆ ... เราควรใช้อำนาจสว่างในจิตใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ผู้คนอีกมากมายกลับใช้อำนาจมืดในจิตใจเหยียบย่ำคนอื่นเพียงเพื่อความสะใจที่ได้ระบายหรือทำลาย โดยเฉพาะกับคนมีชื่อเสียง! ...
 
          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันล้วนไม่คาดฝัน และเกินกว่าจะคาดเดา ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ฉันจึงต้องใช้ “สติ” ให้แข็งแรงเข้าไว้ เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย ความเป็นคนโลว์เทคใช้เครื่องมือทันสมัยอะไรไม่เป็นนอกจากมือถือ เล่นเป็นแค่ IG มันช่วยให้ฉันย่นย่อความยุ่งยากและวุ่นวายจากผู้คนมากมายได้เป็นอย่างดี ฉันแค่ใช้โทรศัพท์ โพสต์รูปของกินเพื่อให้ร้านต่างๆ ที่ยังตกหล่นไม่เด่นดังได้มีโอกาสแนะนำตัวเองกับลูกค้าได้บ้าง (เจ้าไหนของดีแต่แพงฉันก็จะบอกราคาไว้ล่วงหน้า) ไม่เล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือไลน์ใดๆ กลัวว่า ... มากคนก็มากความ! 
 
          ระหว่างวันของฉันจึงเป็นโลกของความจริง ชีวิตจริงที่มีตัวตนและสัมผัสได้ ง่ายๆ ไม่ต้องคาดเดา คาดหวัง หรือวางแผนใดๆ ให้ยุ่งยาก ไม่ต้องใส่หัวโขน ไม่ต้องแบกเอาชื่อเสียงไว้บนบ่า ไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์ใดๆ แค่หน้าแป้นๆ ไม่มีเครื่องสำอางหกใส่ ... แค่นั้นฉันก็เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว กินข้าวตามร้านหรือข้างถนน เข้าตลาดหาซื้อของกลับไปบ้าน เจออะไรข้างทางก็แวะกินแวะชิม ถ้าอร่อยก็ซื้อไปฝากที่บ้านและเพื่อนฝูงที่รักกัน ที่ที่ฉันย่ำไปก็ยังคงเป็นที่เดิม แม่ค้าพ่อค้าคนเดิมๆ ซื้อของกินแบบเดิมๆ ถ้าจะใหม่คงจะเป็นแค่อาหารในร้านที่ไม่เคยกิน นั่นคือความตื่นเต้นระหว่างวัน 
 
          ในชีวิตของคนที่เอาความเคยชินเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าให้คบผู้คนใหม่ๆ ฉันว่ามันตื่นเต้นเกินไป เพื่อนสนิทฉันก็มีอยู่แล้วแม้จะไม่กี่คน ถ้าคบคนใหม่คงเก่าแก่ไม่ได้เท่าอีเพื่อนพวกนี้ และการคบหาสมาคมกับผู้คนในจุดที่ฉันยืนอยู่เวลานี้ช่างหาความจริงใจได้ยาก ... 
 
          ทุกวันนี้พวกเราจะเจอกันก็เฉพาะงานวันเกิดและงานศพ แถมกินแชร์ให้เดือนละครั้ง ซึ่งฉันโดดประจำ! แต่เมื่อใดที่เพื่อนทุกข์ร้อนต้องการความช่วยเหลือ ... “จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอได้ความสบายใจ” และเมื่อใดที่ฉันร้อนใจจะไม่มีใครได้รับรู้นอกจากอีลูกน้อง 2 ตัวของฉัน คุณสีเกดและนังนุชนาฎ ... 
 
          ฉันเชื่อว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตมันเกิดจาก “ตัวเรา” เป็นต้นเหตุ มันเกิดขึ้นที่เราและจบลงที่เราด้วย 2 ทางเลือก คือ ... ถ้าแก้ได้จงแก้ไขมันด้วยสติและปัญญา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและเงินตรา (มะ?) และถ้าแก้ไม่ได้ ก็จงยอมรับชะตากรรมนั้นเสีย! บางเรื่องเกิดขึ้นเพื่อบอกกับเราว่า ... เราเกิดมาเพื่อชดใช้ให้หมดไปในชาตินี้
 
          ระหว่างวัน ... ฉันได้กลับมาอยู่กับตัวเอง แม้เท้าจะก้าวเดินไปยังที่ต่างๆ อันเป็นที่ที่คุ้นเคย แต่สมองที่ว่างเปล่าไม่ข้องเกี่ยวกับใคร ไม่เสพเรื่องราวข่าวสารที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นสาระ มันทำให้เกิด “สติ” ได้ฉุกคิดว่า ... “ยิ่งเรารู้จักผู้คน เหตุการณ์ และเรื่องราวรอบตัวมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้จักตัวเองน้อยลงเท่านั้น” ... บางทีมันก็น้อยจนกระทั่งเราไม่รู้ตัวว่า ... ทุกวันนี้เราเป็นคนดีหรือคนเลว “จงหมั่นตัดสินตัวเองแทนการตัดสินผู้อื่น” เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าเราเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่ได้สำคัญอะไร ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหนอย่างที่เราคิดไปเอง! ... หากจะสำคัญก็ต่อเมื่อเรารู้จักเอื้อเฟื้อ และให้อภัยผู้อื่น มิใช่คอยแต่จะเหยียบย่ำซ้ำเติม!
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ระหว่างวัน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)