บันเทิง

"Keep the World"
ดูแลฝัน ดูแลโลก ในแบบ "กุดจี่"

"Keep the World" ดูแลฝัน ดูแลโลก ในแบบ "กุดจี่"

20 มิ.ย. 2552

นอกจากจะเป็นโลโก้นักเขียนอารมณ์ดีแล้ว ในช่วงหลัง "กุดจี่" พรชัย แสนยะมูล ยังเป็นโลโก้เจ้าของงานเพลงอารมณ์อีกด้วย หลังถอยอัลบั้มออกมาให้แฟนเพลงฟังมาแล้วถึง 2 ชุด ทั้งอัลบั้ม "กางเกงในขาบาน" และอัลบั้ม "ยกทรงยกใจ" มาถึงปีนี้พ่อหนุ่มหอบอัลบั้มใหม่มาให้ฟังอีก

  ความพิเศษครั้งนี้นอกจากเพลงอารมณ์ดีที่แฝงเนื้อหาให้คนฟังช่วยกันเยียวยาโลกร้อนให้กลับร่มรื่นแล้ว ในภาคของหนังสือยังถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์ด้วยกระดาษรีไซเคิล จาก 60 กว่าเล่มที่เขาเคยเขียนมาทั้งหมดอีกด้วย

 "งานชิ้นนี้เราเรียกเป็นหนังสืออารมณ์ดี บวกซีดีอารีดม จะมีเพลงใหม่ 10 เพลงเป็นอะคูสติกยืนพื้น แต่จะมีเบส กลอง กีตาร์ เพอร์คัสชั่น มีดนตรีที่หลากหลายเพิ่มเข้ามา นอกจากนี้ก็ยังจะมีหนังสือให้อ่านด้วย เนื้อหาในหนังสือก็จะเป็นที่มาของเพลงใหม่และเพลงชุดก่อนๆ ที่มาวางไว้ในรูปแบบบทกวี มีมุกขำๆ ให้คนอ่านได้ยิ้ม ได้มีแรงบันดาลใจดี เกิดรอยหยักที่จะเดินตามฝัน ดูแลฝัน ดูแลโลก" กุดจี่ กวีอารีดม เอ๊ย...อารมณ์ดี เกริ่น

 กุดจี่ ยังเล่าถึงเรื่องราวหนังสือเพิ่มเติมด้วยว่าเกิดจากการที่เขาได้เดินสายไปคุยตามโรงเรียนมามากมาย และได้เก็บประสบการณ์ทั้งหมดกว่า 10 ปี บางสถานที่ไปพูดคนเดียว เล่นดนตรีคนเดียว 3 ชั่วโมง หากไม่เตรียม ไม่วางแผนไปอย่างดี จะเอาคนไม่อยู่อย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาเขาได้ใช้วิธีเขียนสคริปต์ขึ้นมา และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเหมือนสคริปต์ที่เขาใช้มาทั้งหมด รวมถึงยังมีภาพการเดินสายในแต่ละครั้งรวบรวมไว้ด้วย

 "ถามว่าผมใช้คอนเซ็ปต์คีป เดอะ เวิลด์ เป็นการเกาะกระแสช่วงนี้ที่หลายฝ่ายกำลังรณรงค์อยู่หรือเปล่า หากมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงผมเคยเขียนเรื่องคีป เดอะ เวิลด์ ไว้ในหนังสือเรื่องนิทานดวงดาวและเรื่องราวของความรักแล้วในปี 2543-2544 ตอนนั้นคนทั่วไปยังไม่พูดถึงเรื่องโลกร้อนกันเลย นั่นเท่ากับว่าผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ตามกระแส หรือแม้แต่ในชุดกางเกงในขาบาน ผมก็มีเพลงเกี่ยวกับต้นไม้ ผมพูดเรื่องนี้มาเรื่อยๆ หากใครเป็นแฟนกุดจี่ก็จะรู้ ไม่ได้ตามกระแสเพียงแต่มาประจวบเหมาะที่ได้ออกงานในช่วงนี้พอดี

 ผมอยากที่จะบอกว่าผมเคลื่อนที่จากจุดขำๆ มาสู่ยิ้มเพื่อโลกแล้วนะ แต่มันก็เป็นคอนเซ็ปต์เดิม เมื่อก่อนผมก็พูดว่ารอยยิ้มเป็นสับเซ็ตของสันติภาพ วันนี้ผมก็ยังพูดอย่างนั้น เพียงแต่ผมจะไม่ได้บอกตรงๆ ในเพลงว่าคุณอย่าไปทิ้งขยะนะ คุณอย่าไปตัดต้นไม้นะ ผมจะเอาภาษาของธรรมชาติ ภาษาของความงาม ภาษาของขุนเขา ภาษาของดอกไม้ ภาษาของดวงดาว มาแทรกอยู่ในเพลง ให้คนฟังได้สัมผัสกับดอกไม้ข้างทาง ดวงดาว ไม่ใช่จะกระโจนไปอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว คุณควรจะให้ความงามเข้ามาอยู่ในหัวใจคุณบ้าง นั่นแหละมันจะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น แน่นอนแหละผมยังมีความเป็นนักฝันอยู่ แต่มันก็ยังแฝงสิ่งที่จรรโลงใจให้คนอ่าน"

 ถามต่อถึงภาคดนตรี ศิลปินคนเดิมเล่าว่าดนตรีอัลบั้มนี้ดูเหมือนง่าย แต่จะคิดยาก เขาพยายามจะทำให้เวลาเล่นสดบนเวทีไม่แตกต่างจากที่ได้ยินในซีดี จากเมื่อก่อนมีไอเดียอะไรก็จะหยิบมาใช้ทุกอย่าง แต่เมื่อไปเล่นสดบนเวทีทำให้รู้ว่าไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้จริง

 "ชุดนี้ผมเลยทำกีตาร์ไม่เกิน 4 ไลน์ มีลูกโซโล่ และเน้นเสียงประสานเข้ามา เพื่อนผมมาช่วยร้องให้ อีกอย่างชุดนี้ผมร้องเองเพียง 5 เพลง อีก 5 เพลงผมให้เพื่อนมาช่วยร้อง นั่นก็คือ เค(เมธี ทวีทรัพย์) กับ โจ(ศักรินทร์ ขันทชัย) ซึ่งทำดนตรีด้วยกันมาตลอด

 สาเหตุที่ผมร้องน้อยลงเพราะก่อนหน้านี้ระหว่างที่ทำงานผมได้ไปบวช จนเกิดความรู้สึกว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น ตัวเราไม่ใช่ของเรา เสียงเราก็ไม่ใช่ของเรา ตอนนั้นคิดแบบนั้นเลยนะ ลดความทะเยอทะยานไปเยอะ ยิ่งสึกออกมาได้ฟังเสียงเพื่อนที่ร้องไกด์มา ก็รู้สึกมันก็โอเค เลยเอาแบบนั้น"

 ถามต่อว่าไปเอาไอเดียจากไหนมาแต่งเพลง เขียนหนังสือได้มากมาย กุดจี่ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นอาชีพ อีกทั้งยังเป็นพรสวรรค์ และพรแสวง

 "ผมเชื่ออย่างหนึ่ง คือเรื่องของกรรมเก่า ชาติที่แล้วผมอาจจะเป็นหอยมุกก็ได้ ผมเลยมีมุกเยอะ (หัวเราะ) แต่ถ้าผมจะพึ่งกรรมเก่าอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะสักวันก็คงหมด ผมจึงต้องแสวงหา อ่านหนังสือตลก ดูหนังตลกที่มีในตลาด แต่ไม่ได้ดูเพื่อตามนะ ดูเพื่อให้รู้ว่าเขาไปถึงไหนแล้ว เพื่อให้เราไม่ย่ำอยู่กับที่ชอบคิดคำใหม่ๆ ผมจะมีวิญญาณของก๊อบปี้ไรท์เตอร์อยู่ ทำอย่างไรที่เราจะคิดไม่เหมือนสิ่งที่มีอยู่แล้ว มันเป็นหลักการตลาดด้วย หากเราเป็นเสก โลโซ คนที่ 10 คุณก็ไม่เกิด คุณจะเป็นเหมือนเฉลียงคนที่ 20 คุณก็ไม่เกิดเช่นกัน

 ส่วนเหตุผลที่ผมยังคงทำงานเพลงต่อไป ทั้งที่ผ่านมามีแต่ขาดทุน ผมว่ามันคงเป็นฝันอีกซีกหนึ่งที่ไม่ยอมหลุดไปจากหัว แม้จะพยายามตัดจากหัวมันก็ยังงอกออกมาอยู่ ผมจึงคิดว่าผมคงมีฝัน 2 แขนงที่เดินไปคู่กัน อีกอย่างคุณจะหยุดได้อย่างไร เมื่อยิ่งทำแล้วก็ยิ่งดีสำหรับตัวคุณเอง ผมเพิ่งเริ่มที่จะเติบโตขึ้น แล้วเหตุใดต้องหยุด แม้ที่ผ่านมาตัวหนังสือมันจะมาเลี้ยงตัวโน้ตก็ตาม" กุดจี่ทิ้งไว้อย่างน่าคิด