
ขบคิดขีดเขียน:'ชีวิตนักเดินทาง'
'ชีวิตนักเดินทาง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ขอสวัสดีปีใหม่อย่างเป็นทางการอีกทีนะคะ หายใจเข้าเฮือกเดียวนี่ก็ล่วงเข้ามาอาทิตย์หนึ่งพอดิบพอดีของเดือนมกราคม ต้องระวังดีๆ นะคะว่า เดี๋ยวหายใจอีกเฮือกเดียวมันอาจจะใกล้สิ้นปีไปได้อีกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ใครตั้งใจจะทำอะไรไว้อย่ารีรอ ขอให้ลงมือทำ ณ บัดนาวค่ะ หลังจากนั่งดูอินสตาแกรมของหลายๆ คนในช่วงปีใหม่ก็เห็นออกเดินทางไปในที่ต่างๆ กันอย่างสนุกสนาน หลายคนอัพเดทสเตตัสในเฟซบุ๊กของตัวเองว่า ปีใหม่นี้จะเดินทางให้มากขึ้น หญิงยศเห็นด้วยอย่างเต็มที่ค่ะว่า การเดินทางจะช่วยให้เราหูตากว้างไกล เข้าใจโลกและความแตกต่างมากขึ้น โลกเราแคบลงทุกวัน หมดเวลาของการเป็นประชากรของประเทศใดเพียงประเทศเดียวแล้วค่ะ ในฐานะที่หญิงยศเองออกเดินทางทุกครั้งที่มีโอกาส ขอแนะนำว่า ลองเป็นจุดมุ่งหมายเพียงแค่ “ออกเดินทาง” ให้สนุกขึ้นอีกนิด ด้วยการลองปรับตัวเองให้เป็น “Citizen of the World” กันดูดีกว่าค่ะ นั่นหมายถึงเราออกเดินทางในฐานะประชากรของโลกนี้ ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวค่ะ...
เคยไหมคะที่เวลาเราออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อกลับมาแล้วเวลาผ่านไป เรากลับจำสถานที่นั้นได้เพียงแค่ลางๆ ต้องควักเอาอัลบั้มรูปหรือมือถือขึ้นมาดูว่า เอ.... เราได้ไปสถานที่นั้นมาจริงๆ หรือเปล่า แต่กับสถานที่บางที่เรากลับจำได้แม่นยำ จำได้ว่าเราได้เจอใคร หรือเกิดอะไรขึ้นกับเรา หรือมีเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น นั่นแปลว่าคนเราจดจำสถานที่ไม่ใช่ด้วยสถานที่ แต่ด้วยเรื่องราวและผู้คนมากกว่า...
ส่วนตัวหญิงยศเอง ชอบนั่งดู ”คน” มากกว่าสถานที่ค่ะ การที่เราได้นั่งมองวิถีชีวิตของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริงๆ มันบอกกล่าวเรื่องราวของชีวิตจิตใจของเมืองนั้นๆ ได้มากกว่าสถานที่เดี่ยวๆ เสียอีก การได้นั่งดูหรือพูดคุยกับผู้คนในสถานที่นั้นๆ มันเหมือนเราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เปรียบเหมือนเราสั่งอาหารมาหนึ่งจาน เมื่อยกอาหารมาเสิร์ฟ หน้าตาสวยงาม เราอาจถ่ายรูปเก็บไว้ แต่สิ่งที่จะทำให้เราจดจำอาหารจานนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้ตักเข้าปาก ลิ้มรสส่วนผสมต่างๆ ของอาหารจานนั้น จะอร่อยมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราจะจดจำได้ก็คือ รสชาติของมันมากกว่าหน้าตาในจานเสียอีก
คนสมัยนี้ยิ่งแล้ว เมื่อก่อนเราจะมีการเรียกคณะทัวร์ที่พาเราไปสถานที่ต่างๆ มากมายภายในเวลาอันสั้นว่า “ชะโงกทัวร์” เพราะเราไม่เคยได้มีโอกาสดื่มด่ำอิ่มเอมกับสถานที่ใดเลย เมื่อกลับมา ความทรงจำก็ดูจะลางๆ เลือนๆ มากกว่าจะคมชัดแจ่มแจ๋ว
แต่สมัยนี้ วิธีการเที่ยวก็แปลกไปอีกค่ะ เพราะต่อให้เรามีเวลาอยู่กับสถานที่นั้นๆ นานแค่ไหน พฤติกรรมการเที่ยวของเราก็คือ วิ่งไปถ่ายรูปในมุมต่างๆ แล้วแทนที่จะเงยหน้าสูดอากาศ มองบรรยากาศรอบๆ ให้หนำใจ เรากลับรีบวิ่งมาหามุมนั่ง แล้วแต่งรูปที่เพิ่งถ่ายมาให้เลอค่าที่สุด แล้วโพสต์ลงอินสตาแกรม ลิงค์ไปเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือตอบเม้นท์ รอดูคนกดไลค์ สนุกสนานอยู่กับหน้าจอมากกว่าทิวทัศน์ที่สวยงามอยู่ตรงหน้า
เมื่อเวลาผ่านไป ถ้ามีคนถามว่าเคยไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาไหม เราก็จะควักมือถือออกมาแล้วเปิดรูปให้ดู คนเราสมัยนี้ มีแต่รูป แต่ไม่มีความทรงจำค่ะ หญิงยศว่านี่คือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุด เพราะเมื่อเราออกเดินทาง นอกจากประสบการณ์ต่างๆ ที่เราจะได้รับมาแล้ว
สิ่งหนึ่งที่หญิงยศได้รับเสมอเวลาปีนขึ้นไปสุดยอดเขาหรือนั่งนิ่งๆ อยู่ริมทะเล คือ ”ปัญญา” ค่ะ เรานึกรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วเราไม่ได้มีความสำคัญกับโลกนี้มากมายอย่างที่เราคิดไว้เลย สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเราจะออกเดินทางอาจดูคอขาดบาดตาย แต่เมื่อเทียบกับโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล เราเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่ง ที่ถึงแม้จะหายไปก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับโลกใบนี้
ใครที่คิดว่ามีปัญหาโลกแตกที่รู้สึกเหมือนโลกจะสลายลงไปต่อหน้า ขอให้รู้ว่า โลกไม่สลายหรอกค่ะ ต่อให้เราตายไปกับปัญหา ทุกอย่างก็จะยังอยู่เหมือนเดิม ปัญญานี้ทำให้หญิงยศเป็นคนไม่ยึดติด ไม่เบ่งพอง ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เราเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติที่สลับสับเปลี่ยนกันมาเกิดขึ้นและย่อยสลายไปในโลกใบนี้ อย่างอื่นคือเรื่องสมมุติทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อได้เกิดมาและมีโอกาส ลองออกเดินทางไปดูส่วนประกอบอื่นของโลกใบนี้บ้าง ทำความรู้จักและเข้าใจกับความเป็นไปในโลกนี้ เรียนรู้ที่จะรักความแตกต่างและความคล้ายคลึง และเก็บความทรงจำเหล่านี้ไว้เพื่อพัฒนาตนเอง เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราจะจากไป สิ่งเดียวที่จะเหลือไว้คือสิ่งที่เราได้ทำไว้ตอนมีชีวิตอยู่ การกระทำทุกอย่างเป็นผลมาจากความเข้าใจในชีวิต และการเดินทางอย่างเข้าใจจะทำให้เรากว้างขวางและฉลาดขึ้นแน่นอน...
ขอให้ปีนี้เป็นปีที่เราได้เดินทางอย่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีนะคะ
.......................................
(หมายเหตุ 'ชีวิตนักเดินทาง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



