
มองผ่านเลนส์คม:'โลก(ไม่)สวย'
'โลก(ไม่)สวย' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร
ในการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556 มีเหตุอันไม่ควรเกิดขึ้น คือผู้ชุมนุมรุมทำร้ายผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานสดสถานการณ์การชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมเป่านกหวีดไล่ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ที่รายงานสดอยู่บนหลังคารถถ่ายทอดสด
จากเหตุการณ์ดังกล่าว โฆษกเวทีราชดำเนินต้องประกาศร้องขอให้ผู้ชุมนุม อย่าขัดขวางการทำงานของสื่อ และตอนหลัง แกนนำ กปปส. ได้มีการทำความเข้าใจเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวภาคสนาม
จริงๆ แล้ว ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2549 และการชุมนุมของ นปช. ปี 2553 ก็มีเหตุกระทบกระทั่งระหว่างผู้สื่อข่าวกับผู้ชุมนุม โดยเฉพาะการรายงานข่าว "จำนวนผู้ชุมนุม"
อย่างกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง มีนักข่าวสำนักหนึ่งถูกตะเพิดออกจากที่ชุมนุม เพียงเพราะถามคำถามที่ไม่สบอารมณ์แกนนำ และมวลชนเสื้อแดง ก็แสดงอาการไม่ง้อสื่อ
ในโลกที่เป็นจริง นับแต่ปี 2549 จวบจนถึงปัจจุบัน ทุกการชุมนุมของ "ทุกสี" ต่างมีกระบอกเสียง ไม่ว่าจะเป็นทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชน
การชุมนุมของพันธมิตรฯ ได้ช่องทีวีดาวเทียม "เอเอสทีวี" เป็นเครื่องมือสื่อไปถึงคนเสื้อเหลืองทั่วประเทศ เช่นเดียวกับ นปช. ที่ใช้ "พีเพิลแชนแนล" ทำสงครามสื่อกับฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ต้องพูดถึง การชุมนุมของ กปปส. ที่มีช่องทีวีดาวเทียม 6 ช่อง เป็นกระบอกเสียง
ในความรู้สึกของผู้ชุมนุมทุกเฉดสี ย่อมถือว่า ช่องทีวีดาวเทียมที่ว่านั้น เป็น "สื่อของเรา" และมองสื่ออื่นด้วยสายตาหวาดระแวง ยิ่งเป็นฟรีทีวี ย่อมถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ
คำว่า "สื่อเลือกข้าง" จึงไม่มีความหมายในเชิงลบ เพราะมันถูกอธิบายใหม่ว่า เป็นสื่อเลือกข้างความดี ความถูกต้อง ฝ่ายเสื้อเหลืองบอกว่า "เลือกข้างประชาชน" ฝ่ายเสื้อแดงก็ว่า "เลือกข้างประชาธิปไตย"
มีน้อยคนนักที่จะแสวงหาความเห็นต่าง หรือความหลากหลายทางความคิด ยิ่งมีช่องให้เลือกดูเยอะ ผู้บริโภคข่าวสารย่อมสามารถเปลี่ยนไปดูช่องอื่นได้ตลอดเวลา
ตรงกันข้าม ผู้บริโภคที่มีความฝักใฝ่ในการเมืองในสีเสื้อ ก็เหมือนอยู่กันคนละโลก พูดกันคนละภาษา เพราะดูทีวีดาวเทียมคนละช่อง
จากหลายเหตุการณ์ในอดีต การใช้ "วาจาแห่งความเกลียดชัง" (hate speech) ผ่านจอมีสี หรือวิทยุชุมชน ทำการชักชวน ยั่วยุให้ผู้มีความคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกัน ใช้ความรุนแรงเพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ก็มีตัวอย่างให้เห็นกันแล้วในหลายจังหวัด
ประเด็น "วาจาแห่งความเกลียดชัง" นั้น มีนักวิชาการพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ และ "องค์กรสื่อ" ก็รับรู้ปัญหานี้ กลับไม่มีความพยายามที่จะกดดันให้ "สื่อเลือกข้าง" ทั้งหลายลดโทนขัดแย้งลงไปบ้าง
แต่นักวิชาการหลายคนก็ออกอาการถอดใจว่า ความเกลียดชังระหว่าง "สี" มันเกินจะเยียวยาแล้ว เนื่องจากคู่ความขัดแย้งไม่พยายาม "ลดโทนความรุนแรง" สังเกตได้จากวาจาภาษาที่ใช้ในหน้าจอนั้น มันยิ่งกว่า "ภาษาตลาดสด"
นักวิชาการสื่อคนหนึ่งถึงกับเสนอแบบโลกไม่สวยว่า สังคมไทยอาจต้องการยาแรงแบบบทเรียนจากรวันดา หรืออดีตประเทศยูโกสลาเวีย ที่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มทางชาติพันธุ์และการเมืองนำไปสู่การทำลายล้างกันแบบไร้อารยะ
เผ่าพันธุ์นักการเมืองบ้านเรา ไม่ตระหนักเรื่องนี้มากนักหรอก เพราะเดิมพัน "เกมอำนาจ" มันสูงยิ่ง อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!
.......................................
(หมายเหตุ 'โลก(ไม่)สวย' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร)



