
เล่นหูเล่นตา:'มืออาชีพ'
'มืออาชีพ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ฉันรับจ้างเขียนคอลัมน์ให้กับ "คม ชัด ลึก" มานานหลายปีแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เขาเลือกฉันมาเขียนอะไรต่อมิอะไรตามใจตัวเอง เขาใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก หลายปีผ่านไปเขาก็ยังไม่ไล่ฉันออกจนจะข้ามไปปีใหม่ปีหน้า 2557 นี้แล้ว ... นานจนขี้เกียจจะหาเหตุผลรู้แค่ว่าคงมีอะไรคล้ายกันกระมังถึงอยู่ด้วยกันได้ ยิ่งเขียนไปนานๆ มีคนบอกว่าลักษณะการเขียนของฉันก็มีส่วนคล้ายกับชื่อหนังสือพิมพ์ คือ ใช้คำ “คม” เห็นภาพ “ชัด” และความหมาย “ลึก” ... ไม่ใช่นักเขียน เป็นแค่คนรักการเขียน เขียนตามความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านหูผ่านตาตามประสาคนผ่านอะไรมาเยอะ เจออะไรมาแยะ เรียกง่ายๆ ว่า “แก่”! ... เรื่องราวส่วนใหญ่ที่ฉันเขียนมักจะเป็นประสบการณ์ตรง มองและตีความสิ่งที่เห็นอย่างเป็นจริง แม้หลายๆ ครั้งความจริงนั้นมันจะเจ็บปวดและยากที่จะบอกเล่า เรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความระมัดระวังในการเขียน หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง พาดพิง และความรู้สึกขัดหูขัดตาจากความหมายหรือภาษาที่ใช้ ... สิ่งที่ยากที่สุดในการเขียนของฉันคือ ... “การเขียนเรื่องจริงให้เป็นจริงที่สุด” โดยไม่บิดเบือนและไม่กระทบกระเทือนใครในขณะเดียวกัน ...
ในทุกๆ อาชีพมีกฎกติกามารยาท ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ ความถูกต้อง ตลอดจนความเหมาะสมอยู่มากมาย ใครที่ทำได้ครบถ้วนทั้งหมดจึงจะเป็น “มืออาชีพ” ในความเป็นคนเขียนคอลัมน์ ฉันไม่ใช่มืออาชีพ แต่ในความเป็นนักร้อง ฉันพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ฉันเป็นนักร้องมืออาชีพ” เต็มตัว ไม่ใช่เพราะมีชื่อเสียง ไม่ใช่เพราะร้องเพลงมาร่วม 27 ปี แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเป็นมืออาชีพ คือ ความเข้าใจในอาชีพของตัวเองว่าคืออะไร ต้องทำตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับงานต่างหาก ... ทั้งนี้ทั้งนั้น การเป็นมืออาชีพมิอาจหมายรวมถึง “การประสบความสำเร็จ” ได้ เพราะคนที่ร้องเพลงเป็นอาชีพหลายคนอาจไม่ใช่คนเด่น คนดัง แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังเคารพและยอมรับคนเหล่านั้นว่าเป็น “มืออาชีพ” โดยวัดจากอายุงาน และการบรรลุเป้าหมายในแต่ละงาน ซึ่งอาจไม่แตะจุดดังหรือเป็นที่รู้จักทั้งประเทศ เช่น นักร้องคอรัส นักร้องกลางคืน นักดนตรีที่เล่นแบ็กอัพฝีมือดี มีคนจ้างก็ไปทำให้สำเร็จ รับเงินมา แต่หน้า (ชื่อเสียง) ไม่ได้ เป็นอย่างนั้นมันตลอดชีวิต ตราบเท่าที่มีคนจ้าง หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงครอบครัวได้ก็ยังต้องทำงานมันต่อไป แต่ในใจก็ยังใฝ่ฝันที่จะเด่นจะดัง ... สักวัน!
ฉันไม่รู้ว่าฉันมาถึงจุดนี้ (มีชื่อเสียง) ได้อย่างไร? มันเคยเป็นแค่ความฝันอันอ่อนล้า เลือนลาง และยาวนานของฉัน คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ... “ใช้เสียงทำมาหากิน” โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่า มันมีเงื่อนไขและกลไกที่ซับซ้อนในตัวของมัน และสิ่งที่ทำให้มันยิ่งยุ่งยากหนักหนาขึ้นไปก็คือ “คน” ... สิ่งที่ผลักดันให้ฉันมาถึงจุดนี้ (เริ่มต้นจาก โก้ มิสเตอร์แซกแมน) ฉันยังไม่แน่ใจว่ามันคือ “ความตั้งใจ” หรือ “ความดื้อดึง” กันแน่ แต่มันจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ วันนี้ฉันรู้สึกขอบคุณมัน และรู้สึกดีที่มีสิ่งนั้นอยู่ในตัวเพราะมันทำให้ฉันฝ่ากระแสความคิดและการกระทำของผู้คนที่มองเห็นภาพต่างจากฉันราวกับอยู่กันคนละโลก! คนพวกนั้นเชื่อว่า “เสียงดีอย่างเดียวไม่พอ” มันต้องหน้าตาดี มันต้องมีเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนสนใจหรือเห็นใจ ... ซึ่งก็ ... จริงของมัน! “ถ้าเสียงนั้นยังดีไม่พอ” แต่ถ้าฉันคิดแบบนั้นป่านนี้ฉันคงขายเต้าหู้ปาท่องโก๋อยู่มุมถนนไหนในตอนเช้า ฉันเชื่อว่า ... เรื่องทุกเรื่องบนโลกมันมีข้อยกเว้น! มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป แต่ตราบเท่าที่เรายังนำเสนอรูปแบบนี้ตอกย้ำมันร่ำไป ความคิดเหล่านั้นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง มันต้องหาคนคิดต่างและทำต่างให้เจอก่อนมั้ย?
เรื่องราวที่ทำให้ผู้คน “เห็นใจ” ... ในชีวิตของนักร้องอาชีพกลางคืนนั้นช่างเศร้า น้ำเน่า และเจ็บปวดเกินกว่าจะจดจำหรือตอกย้ำด้วยการบอกเล่า ยิ่งคิด ยิ่งล้า ยิ่งเสียใจ แต่มันไม่มีเวลาให้พร่ำรำพัน ฟูมฟาย หรือสงสารตัวเองนานนัก ความยากลำบากและความเจ็บปวดใดๆ จะหยุดลงชั่วคราวเมื่อลมหายใจแรกถูกปล่อยออกมาเป็นเสียงเพลงผ่านไมค์ ใครจะอกหัก รักคุด มีโรคประจำตัว เป็นหนี้ พ่อแม่เจ็บป่วย หรือมีชีวิตที่ผ่านมาแร้นแค้นเพียงใด ก็มิอาจแสดงออกได้แม้เพียงการถอนหายใจสักครั้งต่อหน้าผู้คนที่อาจจะสนใจหรือไม่สนใจในเสียงที่เราเปล่งออกไปก็ตาม เมื่อเราเรียกเขาเหล่านั้นว่า “ลูกค้า” นั่นคือผู้แสวงหาเฉพาะ “ความสุข” จากเรา ความทุกข์ต่างๆ ใดๆ จึงต้องกลืนกลับไปค้างอยู่ในใจ ปล่อยให้มันเจ็บลึกๆ อยู่อย่างนั้น ความยากลำบากใดๆ ไม่อาจอยู่เหนือ “ความอดอยาก” ของปากท้อง โดยเฉพาะความอดอยากของคนในครอบครัวนั้นแล้ว ยิ่งทำให้เรายอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับคำว่า “อิ่มท้อง” ของคนที่เรารัก ... นักร้องอาชีพกลางคืนนั้นสวมบทบาทผู้ถูกกระทำตลอดเวลา เราไม่สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ นอกจากตามใจลูกค้า ลูกค้าเป็น “ผู้ฟัง” เฉพาะตอนที่ฟังเพลง นอกจากนั้นนักร้องจะต้องเป็น “ผู้ฟัง” ทุกความต้องการของลูกค้าเพียงเพื่อคำว่า “ถูกใจ” ... หลายทีที่ทำอย่างไรก็ยังไม่ถูกใจ ไม่ว่าจะร้องดีแค่ไหน ทำดีเท่าไหร่ก็ยังไม่พอใจ ไม่มีใครเอา ... เขียนมาถึงตรงนี้ก้อนสะอื้นมันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอฉัน การเป็นที่โปรดปรานของผู้คนนั้นต้องทำอย่างไร? ต้องเคยทำบุญมากแค่ไหน? ต้องยอมอีกสักเท่าไหร่? ... ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงเจ็บปวดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เจ็บปวดเมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองและเจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อเกิดขึ้นกับคนอื่น
แม้แต่เวลาที่พ่ายแพ้ พวกเขาก็ยังไม่สามารถแสดงความเจ็บปวดใดๆ ออกมาได้ ต้องเก็บกลั้นมันไว้ แล้วแสดงสิ่งที่คนดูอยากเห็นออกมา ... ราวกับว่าไม่เจ็บไม่ปวด! ไม่ร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจ ยิ้มแย้มก็ไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไป พวกเขาเป็นคนธรรมดา เสียใจเพียงแต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เพราะพวกเขาเป็น “มืออาชีพ” เขารู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อให้ความสุขกับคน ส่วนความทุกข์นั้นเขาต้องเก็บมันไว้และจัดการกับมันด้วยวิธีของพวกเขาเอง ...
นักร้องมืออาชีพเกิดมาเพื่อให้ความสุขทางเสียงกับคนฟัง ภาพของนักร้องเป็นเพียงภาพในจินตนาการของคนดู เรื่องราวในชีวิตจริงนั้นเจ็บปวดเกินกว่าจะนำมาร้องขอ “ความสงสารหรือเห็นใจ” จากใคร เพราะพวกเขารู้ว่า ... ต่อให้ร้องขอสักแค่ไหน ก็ไม่มีวันได้สิ่งนั้น! หรือมันไม่จริง?!!
.......................................
(หมาเยหตุ 'มืออาชีพ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



