
เอกเขนกดูหนัง:ประชาธิป'ไทย
ประชาธิป'ไทย : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองอันร้อนแรง หนังไทยที่น่าจะฉายภาพจำลองของระบอบการเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ “ประชาธิปไทย”
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน สารคดี“ประชาธิปไทย”ลาโรงไปในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยรอบฉายแค่วันละ 1 รอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร สำหรับหนังสารคดีที่เจ้าของโรงหนังหรือใครๆ มองว่าไม่น่าจะมีคนดู แต่น่าแปลกใจที่หนังได้รับการพูดถึงและเป็นที่สนใจของคนดูจำนวนไม่น้อย ผมดูหนังเรื่องนี้ไม่ทันตอนฉายในโรง เพิ่งจะมีโอกาสได้ดูก็ตอนออกเป็นแผ่นดีวีดีที่มีแพ็กเกจ หีบห่อบรรจุภัณฑ์สวยงาม และเมื่อนั่งดูหนังอย่างจริงจังก็พบว่า “ประชาธิปไทย” เป็นหนังสารคดีที่ดูสนุก น่าติดตาม ที่สำคัญวิธีการเล่าเรื่องของหนังก็ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
เนื้อหาของหนังช่วงแรก พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ประชาธิปไตย โดยมีเหตุมาจากการปกครองบริหารกิจการบ้านเมืองผิดพลาด มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องความเป็นอยู่ของผู้คน อันเป็นฉากเปิดเรื่องที่ปรากฏตามข้อความในเอกสาร
ชื่อภาษาอังกฤษของ "ประชาธิปไทย" คือ "Paradoxocrazy" ในหนังพยายามอธิบายความหมายของคำว่า "Paradox" คือความสับสน ย้อนแย้ง ในตัวเอง นั่นหมายถึงหนังกำลังพูดความความขัดแย้งในตัวเองที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดเหลือ
ในการก่อปฏิวัติโดยเหล่าคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" เมื่อปี 2475 แม้จะมีการถ่ายโอนอำนาจการปกครองจากพระมหากษัตริย์สู่ประชาชนพลเรือน ความย้อนแย้งอันดับแรกของประชาธิปไตยในไทยก็เกิดขึ้นเมื่อผู้ก่อการปฏิวัติคือนายปรีดี พนมยงค์ กลับยกอำนาจการบริหารสั่งการในฐานะนายกรัฐมนตรีให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ทั้งที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังท่านนี้ เป็นข้าราชการรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แม้อำนาจการปกครองกลับไปสู่ประชาชน แต่สุดท้ายผู้บริหารสูงสุดกลับมาจากขั้วอำนาจเก่าที่เพิ่งถูกโค่นลงไป เพื่อเป็นการประสานรอยร้าว (ในข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งระบุว่า นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าผู้ก่อการ เกรงจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสังคม แม้แนวคิดปกครองระบอบประชาธิปไตยจะสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ประเทศแล้วก็ตาม แต่กลุ่มขั้วอำนาจเก่าก็ยังทรงอิทธิพลและไม่พอใจคณะราษฎร โดยกลุ่มอำมาตย์ที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้ามากที่สุดคือพระยามโนฯ นั่นเอง)
สารคดี “ประชาธิปไทย” แบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย นับจากช่วงแรก พ.ศ. 2475-2490 อันเป็นช่วงเริ่มต้นซึ่งมีการเปลี่ยนขั้วเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองไปมา ทั้งในกลุ่มคณะราษฎรเอง การแย่งชิงอำนาจกลับมาของกลุ่มอำนาจเก่า จนถึงกลุ่มทหารที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองและนำไปสู่ยุคเผด็จการทหารในเวลาต่อมา ทุกครั้งที่ข้ามไปเล่าเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หนังใช้ภาพแทนสายตาจากเรือลำน้อยที่ล่องไปตามแม่น้ำ บางช่วงลำน้ำก็ดูคดเคี้ยวไปบ้าง บางช่วงก็แล่นผ่านสะพานคนข้าม บางช่วงเรือก็ดูโคลงเคลงไปบ้างแม้สายน้ำจะดูนิ่งสนิทก็ตาม
ในช่วงที่สอง พ.ศ. 2516-2519 หนังเล่าเหตุการณ์การเคลื่อนไหวในขบวนการประชาธิปไตยของกลุ่มนิสิตนักศึกษา แทบไม่ต่างจากประวัติศาสตร์การรับรู้ที่มีการบันทึกไว้มากมาย และโดยเฉพาะช่วงเวลาสุดท้ายที่หนังเลือกเอาเหตุการณ์ช่วงปี 2540-2549 ที่ระบุว่าตัวละครสำคัญในห้วงเวลาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
ความย้อนแย้งของประชาธิปไตยไทย ปรากฏขึ้นหลายครั้งในแต่ละห้วงเวลา แม้หลังปี 2520 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงคึกคัก มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจัง แต่ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองก็ยังเป็นนายทหารชื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จนเมื่อการเลือกตั้ง 2531 พรรคชาติไทยชนะการเลือกตั้ง แต่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ยังเชิญพลเอกเปรมให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถูกปฏิเสธและพลเอกเปรมก็ประกาศวางมือทางการเมือง จนพลเอกชาติชายขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในเวลาต่อมา และถูกรัฐประหารในอีก 3 ปีโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. จนนำมาสู่เหตุกาณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 ซึ่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองอันสำคัญในช่วงเวลานี้กลับถูกหนังมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง
หรือนี่คือความลักลั่น ย้อนแย้ง ที่หนังประชาธิปไทยเอง ก็เป็น
.......................................
(หมายเหตุ ประชาธิป'ไทย : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



