
ขบคิดขีดเขียน:'ธรรมะจากการตกเครื่อง'
'ธรรมะจากการตกเครื่อง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
หญิงยศตกเครื่องค่ะ.... เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น และพอเกิดขึ้นแล้วมันทำให้อารมณ์เสีย จิตตก หมกมุ่นกับโทสะได้ดีทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า หญิงยศจะต้องเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติภารกิจการเป็นสก๊อยประจำปีให้กับคุณสามีที่แว้นขึ้นมารอท่าอยู่เป็นอาทิตย์ เตรียมตัวมาอย่างดี ก่อนนอนก็เช็กของ หมวกกันน็อก ถุงไม้ถุงมือครบครัน เช้ามาดันตกเครื่องซะอย่างงั้น
อารมณ์แรกเลยคือโกรธ หงุดหงิด แล้วก็เริ่มพาล เหวี่ยงแหโกรธทุกคนในโลก ทุกคนจริงๆ ค่ะยกเว้นตัวเอง คิดว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิด (ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่มีใครผิดเลย นอกจากตัวเราเองนี่แหละ) บุญยังมีที่เคยปฏิบัติธรรมมาบ้าง พระอาจารย์ท่านย้ำเสมอว่า จิตตกไปอยู่โทสะก็เหมือนตกนรก ให้ตามไปดึงจิตตัวเองกลับขึ้นมาให้เร็วที่สุด แต่แหม... นาทีนั้นนะคะ มันเหวี่ยงติ้วๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก เลยตัดสินใจหมุนติ้วไปที่ร้านหนังสือ เอาล่ะ ไหนๆ ก็มีเวลาว่างอีกตั้งเกือบสามชั่วโมงในสนามบินแสนสนุกนี้ หาอาหารสมองเติมรอยหยักกันสักนิดก็แล้วกัน
สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ชื่อว่า “เรียนรู้ทุกข์ ได้สุขเป็นกำไร” อุ๊ต่ะ หญิงยศต้องการสุขเป็นกำไร เดี๋ยวนี้เลยค่ะท่าน มือคว้ามาเปิดหมับ!!! เปิดมั่วๆ มาเจอประโยคที่ท่านเขียนว่า “อย่าเสียเวลากับความหลัง” โอ้โห!!! เหมือนมีใครมาจัดไฟให้ สว่างวาบสาดเข้ามา แล้วโทสะหายมลายสิ้น เดินยิ้มสวยๆ ไปจ่ายเงิน แล้วเดินจงกรมไปร้านกาแฟ สั่งชาร้อนด้วยคำพูดไพเราะแล้วลงนั่ง เออนะ... ตกเครื่องก็ตกไปแล้ว เครื่องออกไปเกือบถึงเชียงใหม่แล้ว เรายังนั่งโกรธนั่งเหวี่ยงกับสิ่งที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย... เพื่ออะไร(วะ) ยกมือไหว้หนังสือ จิตระลึกถึงพระอาจารย์ว.วชิรเมธี ที่นับถือมานาน ดูสิ ขนาดหญิงยศเหวี่ยงสะบัดอยู่สนามบิน ท่านยังมาช่วยเตือนสติ กราบท่านด้วยใจระลึกถึงเสมอเจ้าค่ะ
ทำพิธีกราบไหว้เสร็จก็ขอเปิดหนังสือกลับมาที่หน้าที่ให้สติ อ่านแล้วมันดี๊ดีค่ะ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง ธรรมะนี้แชร์ต่อได้ทันทีไม่ต้องตรวจทานความน่าเชื่อถือเหมือนเมสเซจในไลน์หรือทวิตเตอร์นะคะ ส่วนที่หญิงยศเปิดมาเจอในหนังสือคือบท “ธรรมะดับร้อน” ค่ะ เหมาะมากกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะมีแต่คนใจร้อน ไม่ว่าจะในที่ทำงาน บนท้องถนน ในแถวจ่ายเงิน หรือแม้แต่ที่บ้าน วัฒนธรรมที่เชื่อว่า ยิ่งเหวี่ยงยิ่งเก๋ ยิ่งถ่อยยิ่งเท่ มันแทรกซึกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกวันนี้แค่หมุนตามอารมณ์คนรอบๆ ตัวนี่มันเหนื่อยสาหัสยิ่งกว่าการทำมาหากินเสียอีกนะคะ ท่านว.วชิรเมธีท่านให้คาถาดับร้อนไว้สี่ข้อค่ะ ท่านว่าถ้านำไปปรับใช้ก็จะทำให้คลายร้อนได้พอสมควร แต่ถ้าทำได้ครบทุกข้อ หายร้อนทันที นั่นก็คือ 1. อย่าเป็นนักจับผิด 2. อย่ามัวคิดริษยา 3. อย่าเสียเวลากับความหลัง 4. อย่าฟังเสียงปาปมิตร
อ่านแค่หัวข้อก็ได้แต่ทำปากมุบมิบๆ ว่าสาธุ สาธุ สาธุ... ดีจริงๆ เลยค่ะ ท่านว.วชิรเมธีท่าลลงลึกในอารมณ์ให้พวกเราได้ส่องกระจกพิจารณาตนเองแท้ๆ คนสมัยนี้เน้นจับผิดมากกว่าจับถูก เห็นไปหมดว่าใครทำอะไรผิด หรือลงรูปในไอจีไป มีคนมาเม้นชมเป็นสิบยี่สิบคนเราก็แค่อ่านผ่านๆ แต่ถ้ามีใครมาเม้นด่าเพียงแค่คนเดียว จิตเราจะไปหมกมุ่นกับคำด่าคำเดียวนั้นแล้วกดชักโครกคำชมที่เหลือเป็นสิบเป็นร้อยให้หายวับไปเลยทีเดียว ริษยาก็เช่นกัน พรหมวิหารธรรมทั้งสี่ข้อคือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ท่านบอกว่าคนไทยสอบผ่านทุกข้อยกเว้นมุทิตา คือยินดีต่อกันและกันในยามที่เขาได้ดีมีสุข ท่านบอกคนไทยเราเอาริษยาเข้าแทนที่มุทิตาทันทีที่เห็นคนอื่นได้ดี เออจริงเจ้าค่ะ มาที่อย่าเสียเวลากับความหลัง คนเราชอบเอาอดีตมากรีดปัจจุบัน อดีตนี่ไม่จำเป็นต้องผ่านมาสิบปียี่สิบปีนะคะ สิบนาทีที่แล้วก็เป็นอดีตไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ง่ายๆหญิงยศตกเครื่องไปแล้ว ได้ตั๋วเที่ยวบินใหม่มาแล้วยังมานั่งหงุดหงิดคิดว่า “ถ้า” อย่างนั้นอย่างนี้ พระอาจารย์บอกนี่แหละ ชอบเอาความทุกข์เอาอดีตมาเคี้ยวเอื้อง... เอ๊ะ กระรอกสินะที่เคี้ยวเอื้อง!! ท่านแนะว่า “แค่ปล่อยก็ลอยตัว” อยู่กับปัจจุบันขำขันที่สุดค่ะ สุดท้ายคืออย่าฟังเสียงปาปมิตร ก็คือมิตรชั่ว มิตรเลว น่ะค่ะ คบแล้วไม่ดีมีแต่เจริญลงให้เหวี่ยงทิ้งไปไม่ต้องรีไซเคิลนะคะ
พูดมาเหมือนง่าย แต่จิตคนนี่แหละค่ะฝึกยากที่สุด แต่ถ้าหากฝึกได้ จิตคนเรานี่แหละค่ะจะเป็นสิ่งที่สว่างสดใสที่สุดได้เช่นกัน...
ขอบคุณธรรมะที่มีอยู่ในทุกที่แม้แต่ในสนามบินแห่งชาติค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ 'ธรรมะจากการตกเครื่อง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



