บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม - “ปัญหาพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีทางแก้?”

มองโลกแบบวิกรม - “ปัญหาพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีทางแก้?”

19 มิ.ย. 2552

โลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ จนทำให้คนในปัจจุบันเกิดความเครียด ต้องหันไปหาที่พึ่งทางใจ ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า หลักธรรมคำสั่งสอนตามหลักศาสนาต่างๆ นั้น ช่วยทำให้คนมีหลักคิด หรือสามารถใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้

 ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจและยอมรับกันอย่างดี ว่าเราสามารถใช้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านการบริหารโดยใช้หลักสัจธรรม ในการบริหารองค์กรนั้นต้องยึดหลักอยู่บนความจริง อย่างบริษัทอมตะนั้น การบริหารงานจะยืนอยู่บนความถูกต้อง ความมีเหตุผล  ความเป็นจริง ความซื่อสัตย์ ซึ่งทำให้วันนี้อมตะเป็นเมืองหนึ่งที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดในภูมิภาคนี้ มีถนนยาวประมาณ 160 กิโลเมตร มีประชากรราว 2 แสนคน มีพื้นที่ใช้สอยประมาณไม่ถึง 3 หมื่นไร่ดี มีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศประมาณ 7% 

 ในปีๆ หนึ่งเรามีการใช้น้ำประมาณ 30 ล้านคิว แต่บนถนนที่ยาว 160 กิโลนี้ มีขยะที่ถูกทิ้งไม่เกิน 5 ชิ้น และไม่มีน้ำเสียไหลออกนอกนิคมเราเลย ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็อยู่กันอย่างสุขสบาย นั่นเป็นเพราะความมีวินัยของคนในอมตะ และการทำงานอย่างมีเหตุและผล ประโยชน์ที่เราได้มาต้องไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สังคมและโลกใบนี้ 

 ล่าสุด นิตยสารไทม์แม็กกาซีนมีบทความหนึ่งระบุว่า "การใช้วิทยาศาสตร์ในเรื่องของความสงบ เป็นจุดที่ทำให้เราไม่มีทุกข์ และมีความสุขมากที่สุด" นั่นคือธรรมะ

 ประโยชน์ของธรรมะในการแก้ปัญหาสำหรับผมนั้นคือ "การปลง" และ "การไม่จองเวร" นอกจากนี้ การใช้ชีวิตกับตัวเอง รู้จักตนเองกับความเป็นตัวเองในธรรมชาติ ทำให้เราเข้าใจตนเอง ซึ่ง "การเข้าใจตนเอง" นั้น จะทำให้เราประมาณตนมากยิ่งขึ้น ควรทำอะไรในสิ่งที่ควรหรือไม่ควร ทำให้เข้าใจว่าคนเรานั้นมาจากศูนย์และเดินไปสู่ศูนย์ (สูญ) 

 ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตโรงเรียนวัดจะเป็นศูนย์กลางทางความรู้ ตอนเด็กๆ ที่ผมอยู่ป.1 ถึงป.4 ผมเคยเรียนโรงเรียนวัดมาก่อน ได้รับความรู้จากวัด และมีความคาดหวังจากพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลต่อความนึกคิดและพฤติกรรมในความเป็นคนไทย

 ประเทศไทยวันนี้เรามีจำนวนคนนับถือศาสนาพุทธสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยอันดับ 1 อยู่ที่มองโกเลีย ภาพลักษณ์ของประเทศเราคือความสันติสุข

 สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ มาตรฐานและการควบคุมของสงฆ์ทั้งประเทศราว 3 แสนรูป เรามีมาตรฐานการควบคุม ดูแล แก้ไขและติดตามอย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับทางคริสตจักรแล้วมาตรฐานของเรายังอ่อนแอกว่ามาก ทั้งยังมีปัจจัยที่สร้างกิเลสอื่นๆ เช่น อินเทอร์เน็ต  และผู้หญิงที่แต่งกายไปในทางล่อแหลมเวลาเข้าวัด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้พระสงฆ์เราฟั่นเฟือนด้วยสิ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์  เราต้องทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ ถ้าหากว่าชาติเรามีพระถึง 3 แสนกว่ารูปอย่างนี้ แต่หากมีพระสักหมื่นรูปที่มีเป้าหมายแอบแฝง และมาบวชอย่างไม่ได้มาตรฐาน มักจะก่อปัญหาให้สารพัดอย่างเช่นที่ปรากโอยู่ในสื่อต่างๆ หากเราซึ่งเป็นผู้มีความรู้แต่ยังมองข้ามปัญหา แล้วถูกสิ่งแวดล้อมที่ว่านี้ครอบงำ และยังไม่มีระบบหรือกฎเกณฑ์ที่จะเข้ามาควบคุมดูแล ก็น่าเป็นห่วงว่าความเสื่อมถอยของเราจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตอีกมาก ทำให้พระดีๆ และศาสนาพุทธพลอยมัวหมองไปด้วย   

 อย่างไรก็ตาม ผมมีความคาดหวังว่าในอนาคตพระพุทธศาสนาจะยังคงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป เราทุกคนย่อมมีส่วนช่วยกันแก้ไขปรับปรุงภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาได้...

 อย่าลืมนะครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากหนึ่งเสมอ

"วิกรม  กรมดิษฐ์"