บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - หมีไม้ไผ่

คมเคียวคมปากกา - หมีไม้ไผ่

19 มิ.ย. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2552 แรม 9 ค่ำ เดือนเจ็ด (เลขเด็ดกำลังจะออก)

 ณ ตอนนี้ อะไรๆ ก็หมี แข่งเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ เรื่องลูกครึ่งญี่ปุ่นตามหาบิดาสุดมาตุภูมิ หรือเรื่องลูกชายสายเลือดพุ่มพวงไปเสียแล้ว การประกวดตั้งชื่อหมี ทำให้บรรยากาศการใช้ภาษาตื่นตัว ทั้งภาษาจีน ภาษาล้านนา ภาษาไทย ใครต่อใครคงต้องขุดคุ้ยขบคิดรากทางภาษากันน่าดู แม้เดิมอาจไม่รักภาษาสักเท่าไหร่ แต่รางวัลเงินล้านนั่นสิ ภาษาพาลุ้นหวยแพนด้าทีเดียว

 หมีแพนด้า ภาษาพาขำที่ผวนแล้วเป็น หมาแพนดี้ นักนิยมคำผวนเตือนว่า อันคำว่า “หมี” นั้น ถ้าไม่ระวังยามพูดยามเขียน อาจสบช่องให้ผวนออกไปทางพิลึกลามกได้ 

 อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ล้วนชอบหมีแพนด้า หรือหมาแพนดี้ แค่ทำท่าร้องเพลงแบบ “ชวนน้องดูหมี” เด็กที่ยังไม่รู้ภาษา ยังหัวเราะลงลูกคอเอิ๊กอ๊าก

 เด็กชายที่บ้าน แค่เขาพบภาพในโทรทัศน์ ยังเรียก “หมีแปนด้า” ที่จริงเขาเคยไปเยี่ยม “หลินฮุ่ย” กับ “ช่วงช่วง” มาแล้วเมื่อช่วงปีใหม่ ตอนนั้นพาครอบครัวคณะใหญ่ไปเที่ยวนับสิบกว่าคน แต่ละคนมีเด็กของตัวเอง เพื่อเอาใจเด็กจึงต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูหมี สำหรับผู้ใหญ่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก แต่เด็กนั่นสิ เข้าไปดูแล้วก็ต้องกรี๊ดกร๊าดตามประสา ปรากฏว่าถูกเจ้าหน้าที่เตือนบ้าง ปรามบ้าง ดุบ้าง พูดซ้ำๆ อยู่นั่นแหละว่ากรุณอย่าส่งเสียงดัง จะเป็นการรบกวนหมี ทำให้หลายคนเสียอารมณ์ จูงลูกจูงหลานหนีหมีไปเสียเลย ไม่คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปก็ยอมแล้ว   

 ครับ ไม่ได้ว่าหมี หรือไม่อยากว่าใคร แต่ลองฝากพิเคราะห์ดู เด็กเข้าไปดูหมี ย่อมมีทั้งเด็กที่พูดรู้เรื่องแล้ว ทั้งเด็กยังไม่ประสีประสา และตามประสาเด็กชอบหมี จะให้ดูหมีเงียบๆ ไม่พูดไม่จาเหมือนคนแก่ได้อย่างไร การส่งเสียงดังของเด็กนั้น ใครก็ห้ามได้ยาก แม้แต่ผู้เป็นพ่อแม่

 ออกจากสวนสัตว์แล้ว หลายคนบ่นไม่ประทับใจ แม้หลายอย่างจะน่าประทับใจ เช่น การดูปลานานาชนิดในตู้กระจก แต่สำหรับการดูหมีแพนด้าที่คาดหวังมากที่สุด กลับเสียอารมณ์ที่สุด บางคนว่าทำไมไม่ให้ดูผ่านตู้กระจกหรือวิดีโอวงจรปิดเสียเลย จะได้ไม่เสียงดังรบกวนหมี

 ไม่มีความรู้เรื่องหมีเรื่องสวนสัตว์อะไรหรอกครับ แค่สารภาพตามความรู้สึกของคนลงทุนเดินทางข้ามภูเขาข้ามจังหวัดไปดูหมีถึงเชียงใหม่ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยากจะส่งเสียงดังทักทายหมี

 ก็นั่นแหละครับ หมีก็คือหมี ไม่รู้เรื่องด้วยกับคน ยามนี้อะไรๆ ก็ต้องหมีเป็นพระเอกไว้ก่อน จนอาจล้นเกินไปหรือเปล่าไม่รู้ ได้ยินแม่ค้าไก่ย่างบ่นขณะดูโทรทัศน์ “ทีลูกคนถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ”อาจเป็นน้ำเสียงเสียดสีประชดประชันอิจฉา หรือน้ำเสียงเอ็นดูก็ยากจะรู้ความในใจได้

 น้ำเสียงแบบนี้ มิได้มีแต่จากชาวบ้าน ได้ยินทั้งจากนักเขียน กวี นักวิชาการ นักอะไรต่อมิอะไรอีกหลายนัก ประมาณว่าขณะเราคิดถึงหมี เราคิดถึงชีวิตสัตว์อื่นที่ถูกทอดทิ้งบ้างหรือไม่?

 สำหรับผม เพื่อความเมตตาสัตว์ เพื่อสวนสัตว์ เพื่อสวนมนุษย์ เพื่อความสัมพันธ์ไทย-จีน จึงวาบอารมณ์ตั้งชื่อหมีน้อยแพนด้าว่า “หมีไม้ไผ่” ไม่ว่าชื่อที่จัดประกวดจะออกผลมาเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวขอคุ้นเคยชื่อนี้ไว้ก่อน (555) ด้วยรู้สึกว่า “ไม้ไผ่” นั้น มีนัยสัมพันธ์ทั้งกับหมี กับประเทศไทย และโดยเฉพาะประเทศจีน

 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร่ายบทกวี “น้องน้อยแพนด้า” ยังมีคำว่า “เพชรม่านไม้ไผ่” และ “พลิ้วพลิ้วใบไผ่ ขับไม้มโหรี”  แน่ะ...ตู่เอาเข้าข้างตัวเองเสียอีก (555)

 อยู่บ้าน (ไผ่) เวลาลูกงอแง อยากเปลี่ยนอารมณ์เขาให้ดีขึ้นก็ต้องร้องเพลงแบบ “ชวนน้องดูหมี” ได้ผลทุกทีแหละครับ ไม่เพียงทำนองที่สนุกสนาน เข้าใจว่า “ความเป็นหมี” คงเข้าไปอยู่ในใจเขาไม่น้อย เขาพบหมีไม่ได้ ไม่ว่าตัวจริงหรือในรูป จะต้องร้องเสียงดัง “หมี หมี หมี”

 การเดินทางคือชีวิต ชีวิตคือการเดินทาง คนในโลกแคบได้เห็นโลกกว้างก็เพราะการเดินทางนี่แหละ คนบ้านนอกได้เห็นเมืองหลวงหรือเมืองนอก เด็กเล็กๆ ได้ไปดูหมีในที่ห่างไกล ต่อไปภายภาคหน้า หวังว่าพวกเขาจะได้คิดถึงหมี รักหมี และไม่ลืมรักและคิดถึงสัตว์อื่นๆ

 ...โชคดีเถิดหมี (แพนด้า) ที่รัก...

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"