บันเทิง

'Gen Me ในเนื้อหนัง ?'

'Gen Me ในเนื้อหนัง ?'

13 ธ.ค. 2556

'Gen Me ในเนื้อหนัง ?' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร




          ใครบางคนบนโต๊ะการประชุมนักวิจารณ์ลงคะแนนหนัง ตั้งกระทู้ข้างถ้วยกาแฟว่า American Hustle นั้น เป็นงานของพวกยุค 70's เท่าๆ กับที่ Marry is Happy เป็นหนังของพวก Gen Me มันไม่เกี่ยวกับข้อดีหรือด้อย แต่คงมองจากบริบทหรือวิธีการเข้าหาตัวหนัง
    
          ข้อสังเกตนั้นอาจเกิดจากการวัดกันที่วิธีการในหนังเช่น เทคนิค เพราะเท...คนิคนี่เองคือการแบ่งแยกสไตล์และตระกูลหนังมาช้านาน อาทิ ประเด็นเดียวกัน แต่ต่างแนวทางเพราะใช้เทคนิคในการเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน ทว่า ถ้าจะพูดกันถึงที่สุดแล้ว Gen Me ถ้าจะคุ้ยรื้อกันลงไป มันก็มีมานานไม่ใช่แค่ยุคนี้ เพียงแต่ความหมายของ Me นั้น ต่างกันไป Me ยุค 60 ไม่ต่างกับยุค 70 แต่อาจจะห่างออกไปจากยุค 80 และไม่เหลือร่องรอยเมื่อสู่ทศวรรษที่ 90
    
          ผมเคยทำสกู๊ปให้กับ GM ชิ้นหนึ่งเรื่องทำนองนี้ ยังจำได้ว่าหลายคนมอง Gen Me ในโลกของหนังและดนตรี รวมทั้งวรรณกรรมแตกต่างกันไป
อ.สกุล บุณยทัต นักวิจารณ์วรรณกรรม & กรรมการตัดสินซีไรต์ รวมทั้งนักวิชาการและควบบทบาทของกรรมการ "คมชัดลึก อวอร์ดส์" พ้นจากนี้ยังจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์สังคมทางคลื่น 101 fm ทุกวันเสาร์อาทิตย์ บอกกับผมว่า Passion & Desire ด้านดีก็มีอยู่ แต่มุมมืดของ Gen Me ก็มองเห็นชัด
    
          "ในยุคสมัยหนึ่งหรือยุคของ Baby Boomer นั้น มันมีคำพูดหนึ่งคือ i am my choice ซึ่งแปลได้ว่า ตัวฉันก็คือทางเลือกของตัวเอง ผมลองนั่งครุ่นคิดว่าแล้วคำที่ว่านี้ ต่างจากความหมายของ me gen อย่างไร สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ i am my choice คือการสงสัยและออกไปค้นหามัน เพื่อให้พบคำตอบแห่งชีวิต มันเหมือนการขูดให้ลึกลงเพื่อพบความจริงของคนยุคหนึ่ง ยุคที่หนุ่มสาวต่างออกไปแสวงหาสัจธรรม เดินทางให้ชีวิตซักฟอกตัวตน แต่มันต่างไปจากคนยุค gen me หรือ me gen เพราะว่าคำนี้มันเอาตัวเองเป็นใหญ่ มันน่ากลัวที่พวกเขาปล่อยให้แรงเร้ามากระตุ้นรุนแรงเพื่อให้ตัวเองได้ทุกอย่าง และต้องเป็นผู้ชนะแรงเร้านั้นในที่สุด ผมว่า Passion & Desire คือมุมมืดของ Gen Me เพราะสองคำนี้ มันไม่ใช่การขุดลึกลงไปเพื่อพบความจริงลวง แต่เพื่อเอาชนะ และสนองความต้องการตัวเอง ซึ่งไม่ไดหมายความว่า ต้องเป็น new gen นะครับ เพราะมันรวมทั้งมนุษย์ทำงานที่เป็นออฟฟิศก็ได้ด้วย เพราะพวกเขาก็เป็นแบบนี้ในบางคน พวกเขาให้ความสำคัญกับตัวเอง หลงใหลตัวเอง ทำงานอยู่ก็อาจจะถ่ายและโชว์ตัวเองลงไปในโลกออนไลน์"
    
          เขามองว่า me ยุคนี้ ต่างไปจาก i am ในสมัยก่อน
    
          "จากทั้งหมดที่พูดมานี้ มันทำให้เราต้องกลับมาใคร่ครวญ ทบทวนว่า แล้วที่สุด gen Me นั้น คำว่า Me คืออะไร มันคือความหมายในแบบ i am what i am แบบยุคสมัยก่อน หรือเป็นแค่คำเรียกเท่ๆ ของคนยุคนี้ หรือมันเป็นแบบตัวละครในหนัง Into The Wild ที่อยากตรวจสอบตัวเอง ออกเดินทาง ถามไถ่ชีวิตว่า ชีวิตคืออะไร ที่มากกว่าการถ่ายรูปตัวเองแบบยุคนี้ และถึงแม้ว่าเขาจะจบชีวิตเพราะไปกินพืชพันธุ์ที่มีพิษ แต่มันก็ไปได้ถึงแก่นที่ว่า me ของเขานั้น ควรจะอยู่ตรงไหน
    
          ฉะนั้น passion กับ desire ของ Me ยุคนี้ จึงอันตรายมาก เพราะว่าแรงเร้าต่อด้านมืดพวกเขานั้น ถ้ามันมีอยู่อย่างยาวนาน ผมว่ามันสามารถที่จะโค่นล้มสังคมได้ เพราะอะไรก็ตาม ที่มันหลงใหลในภาพลักษณ์ตัวเอง มันก็ไม่ต่างจากการตกเป็นทาสสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างไม่จบสิ้น...และผมคิดว่า ถ้าเราลองมองวัฒนธรรมป๊อปยุคใหม่ดีๆ เราอาจจะเห็นว่า รายละเอียดบางอย่าง มันสะท้อนถึงการให้น้ำหนักเรื่องตัวเอง มากกว่าพวกพ้อง.."
    
          ประโยคสุดท้ายของ สกุล เมื่อลองสำรวจดูจริงจัง ก็พบว่ามือกระบี่ของคนทำหนังรุ่น 6 อย่าง เจีย ฉางเก๋อ ได้พูดถึงการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรม Me โดยอ้างถึงดนตรีและเพลงในประเทศของเขา "ก่อนยุค 80 ต้นๆ เป็นสมัยที่ดนตรีแนวป๊อปเริ่มหยั่งรากลึกในจีน และมีบทบาทสำคัญในชีวิตของผู้คนในยุคผมราวกับยุคสมัยใหม่กำลังเข้ามา ในตอนแรกเข้ามาจากทางฮ่องกงและไต้หวัน ต่อมาดนตรีแนวตะวันตกก็เริ่มหลั่งไหลเข้าจีน ก่อนที่จีนจะไม่มีอะไรไว้คุยกับเขาบ้าง สิ่งหนึ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดคือการแสดงอุปรากรจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผมยังจำได้แม่นถึงครั้งแรกที่ผมได้ยินเพลงของเทเรซ่า เทง มันเหมือนกับฉากในเรื่อง Platform ที่ตัวละครทั้งหลายได้ยินการออกอากาศทางวิทยุของสถานีคลื่นสั้นใต้ดินจากไต้หวัน มันเป็นสิ่งดลใจผมอย่างมาก เมื่อผมกลับมาคิดใคร่ครวญในตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่าดนตรีของเธอแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในดินแดนที่มีวัฒนธรรมของเรา ตอนที่ผมยังเด็กพวกเราเคยร้องเพลง “We are Carrying on Communism” หรือถ้าเป็นยุค 80 ก็จะเป็นเพลง “We are the New Generation of the Eighties” ทั้งสองเพลงพูดถึงการเป็นหมู่คณะ แต่เพลงของเทเรซ่า เทงจะหมายถึง “ตัวเรา” อยู่เสมอ ตัวเราที่เป็นปัจเจกชน อย่างเพลงเช่น “I Love You” และ “The Moon Represents My Heart” เป็นเรื่องที่ใหม่จริงๆ ดังนั้นผู้คนในยุคผมจึงติดอกติดใจกับโลกส่วนตัวนี้จริงๆ"
    
          เขาเล่าว่า จากในอดีตที่เป็นยุค WE มาถึงตอนนี้ที่เป็นสมัยของ Me นั้น การเมืองในจีนก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาด้วย
    
          "ในปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของนโยบายเปิดประเทศ รัฐบาลกำลังพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเห็นถึงอนาคตข้างหน้าที่สดใส มีเพลงยอดนิยมอยู่เพลงหนึ่งชื่อว่า Young Friends Come Together ความหมายของเพลงนี้ก็คือ “ในอีก 20 ปีข้างหน้าพวกเราจะได้รู้จักกับ 4 ทันสมัย และโลกจะเป็นที่ที่น่าอยู่” เพลงนี้แสดงถึงการที่ประเทศให้สัญญากับประชาชนว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น ในปี 1986 เราเริ่มได้ยินเพลงเช่น Go With Your Feelings ซึ่งเข้ามาในช่วงของการเมืองที่ผ่อนคลายลง จะได้เห็นการเริ่มต้นการมีอิสระและการแสดงออกทางความคิด และในตอนนั้นก็มีเพลงปลุกใจของ กุย เจียนที่ชื่อว่า “I Have Nothing to My Name” แต่ละเพลงนั้นถ่ายทอดความเป็นจริงของสังคมในยุคนั้น ผมไม่อาจหนีพ้นอิทธิพลของเพลงยอดนิยมเหล่านี้ เพราะมันมีอยู่ทุกที่ วัฒนธรรมที่แพร่หลายโดยทั่วไปนั้นมีพลังที่เชื่อถือไม่ได้ในหนังของคุณ โดยสลับกันไปทั้งการปลดปล่อยและการกดขี่ มีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นตัวส่งเสริมการกดขี่ ผมไม่สงสัยเลยว่าในยุค 60 และ 70 คนจีนมักต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักว่าความโดดเดี่ยวคืออะไร เมื่อจิตใจของเราได้รับการปลดปล่อยและเราเริ่มสนใจตัวเองแบบปัจเจกชน และเริ่มศึกษาผลงานของฟรอยด์, Nietzsche, Schopenhauer และรูปแบบอื่นๆ ของทางตะวันตก รวมทั้งปรัชญาต่างๆ ทำให้เราเริ่มเข้าใจในยุคตัวเอง และนั่นก็ทำให้ความโดดเดี่ยว การแบ่งแยก เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตอนนี้"
    
          หลังจากบรรทัดนี้ เมื่อโลกลืมตาและเงยหน้า รับแสงแรกของปี 2014 ...เราคงพบมิติของคำว่า Gen Me ต่างๆ ออกไปอีก

          แต่นี่คือ "เลนส์หนึ่ง" ที่มองเข้ามาหา ในยุคที่ "นัก" ต่างๆ ถูกสร้างเพื่อรองรับสินค้ามากมาย.ดูเพิ่มเติม

.......................................
(หมายเหตุ 'Gen Me ในเนื้อหนัง ?' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)