
เล่นหูเล่นตา:'บริสเบน 3 (Brisbane)'
'บริสเบน 3 (Brisbane)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงของเราไม่ว่าจะมุมไหนของโลกพวกเราคนไทยก็พร้อมใจมารวมกัน...ครั้งนี้ก็เช่นกัน คนไทยในเมืองบริสเบน ออสเตรเลีย มารวมตัวกันในกิจกรรมของคลื่นวิทยุเพื่อชุมชนคนไทย FM98.1 ที่นำทีมโดยพี่บุ๋ม, เชอร์รี่ และ รอง ทีมดีเจที่ตั้งใจจัดงานเพื่อรวบรวมเงินค่าตั๋วถวายในหลวงโดยมอบผ่านท่านทูตประจำออสเตรเลีย ฉัน โก้ มิสเตอร์แซกแมน สีเกด และนุชนาฎ จึงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปปฏิบัติภารกิจเพื่อการนี้ ... หลังจากตบตีกับฝรั่งเจ้าของเครื่องเสียงที่เช่ามาในงานแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น ฉันจึงต้องหยุดเห่าแล้วกลับไปที่พักเพื่อแต่งตัว มีช่างคนไทยที่ฝีมือดีรอฟาดหน้าตะปบผมฉันอยู่ที่คอนโดที่พัก นางเป็นสาวในร่างชายทำมาหากินด้วยการแต่งหน้าทำผมในเมืองบริสเบนหลายปีจนมีชื่อเสียง
“คนที่นี่เวลาจะออกงานทีก็จะเรียกไปแต่งหน้าทำผมที่บ้าน มีทั้งลูกค้าไทยและฝรั่ง ค่าแต่งหน้าทำผมรวมคิดเป็นเงินไทยก็ 7,000 บาทอ่ะค่ะ ... ”
ดูเหมือนได้ราคาดี แต่อย่าลืมว่าข้าวจานละ 300 น้ำอัดลมกระป๋องละ 60 กว่าบาท ราคานี้จึงไม่แพงหากเทียบกับค่าครองชีพที่สูงกว่าเมืองไทยหลายเท่า ในเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมงนางแต่งหน้าทำผมฉันเสร็จ...สวยเป๊ะ! (ลืมข้าวตูไปชั่วขณะ) ...
คนไทยอยู่ที่นี่ถ้าไม่เก่งจริงฝรั่งคงเอาลูกค้าไปกินหมด ฉันทั้งดีใจและภูมิใจที่คนไทยหลายคนที่นี่มีฝีมือเป็นที่เลื่องลือจนฝรั่งยังต้องยอมเสียเงินให้ คนไทยที่ขยันและมีฝีมืออยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย ขอแค่อย่าหมิ่นเงินน้อยและอย่าเกี่ยงงานหนัก ...
มาที่นี่ฉันได้รู้จักกับ "น้องบี" (คนที่มาดูแลฉัน) นางอายุ 22 แต่งงานมาอยู่กับสามีฝรั่งแล้วก็เลิกกันไป น้องมีอาชีพจัดผักและผลไม้บรรจุใส่กล่องที่ตลาดบริสเบน (Brisbane Market) (เหมือนตลาดไทของเรา) ก่อนส่งกระจายไปตามร้าน ทำงานหลังเที่ยงคืนวันละ 8 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 2.40 เหรียญ (72 บาท) อาทิตย์ละ 600-700 เหรียญ (ประมาณ 20,000 บาท) หักภาษีทันที 30% ฝรั่งถึงว่าภาษีกับความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลของเขามือสะอาดก็จะเอาเงินมาทำนุบำรุงปรับปรุงบ้านเมือง ที่นั่นคุณแม่ลูกติดไม่มีผัวเลี้ยง รัฐบาลเลี้ยงเองให้เงิน 500 เหรียญต่อ 2 อาทิตย์ ลูกก็เรียนหนังสือฟรี มีประกันสุขภาพ ประกันสังคม ครอบคลุมสวัสดิการและสวัสดิภาพ น่าจะจ้างรัฐบาลเขามาบริหารบ้านเราเนอะ น้องบีทำงาน 2 งาน นางบ่นว่างานแรกเสียภาษี 30% งานที่ 2 ต้องเสีย 47% ยิ่งมีงานมากยิ่งเสียภาษีมาก คนของเขาจึงไม่ค่อยทำงานเพราะมีเงินจากภาษีพวกนี้ไปเลี้ยง ก็คงต้องจ่ายเป็นค่าเช่าประเทศของเขามะ! เรามามือเปล่ามาเอาประโยชน์จากบ้านเมืองเขาก็คงต้องตามนั้นแหละ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ
“เป็นผู้หญิงมาอยู่ที่นี่ต้องรู้จักแต่งตัวและวางตัว แต่งตัวล่อแหลมจะมีฝรั่งเดินมาถามว่า เท่าไหร่? เพื่อนหนูแต่งตัวโป๊ไปผับ ฝรั่งก็ถามอีกว่า ยูเป็นกระเทยใช่มั้ย? เฮ้อ ... หนูละเบื่อพวกมัน ถ้าไม่ใช่กะเทยมันก็จะให้เป็นช็อกกะลี! ...”
ถึงตรงนั้นฉันหัวเราะขำตัวเอง ถ้าเป็นหน้าแบบฉันมันคงไม่ถามอะไรนอกจาก ... “ฟรีใช่มั้ย?”
พวกเราเม้าท์กันตอนน้องบีขับรถพาฉันกลับมาที่โรงแรมจัดงานเพื่อขึ้นร้อง แม่บ้านคนไทยมากับสามีฝรั่ง บางคนก็มากับลูก (ครึ่ง) ทุกคนแต่งตัวเต็มเหนี่ยวบรรยากาศเหมือนงานบุญขึ้นบ้านใหม่หรือแต่งงานที่ต่างจังหวัด คือใส่ทุกอย่างที่อยากจะใส่แล้วคิดว่าสวยไม่เป็นรองใคร
“นานๆ ทีที่นี่จะมีงานให้มารวมกันที ก็ถือโอกาสนี้แหละพี่แต่งตัวสุดฤทธิ์ บางงานใส่ทองหยองเต็มตัว ใส่นาฬิกาข้อมือ 2 ข้างเลย...” เสียงเม้าท์จากคนพื้นที่ทำให้ฉันนึกเอ็นดูคนไทยที่นี่ อยู่ที่ไหนเราก็ยังคงไว้ซึ่งวิถีไทยของเรา ... “ทำตามใจคือไทยแท้" แต่งกันไปไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน...เต็มที่เลยคุณพี่! ...
ช่วงฉันขึ้นร้องเพลงพวกแขกเหรื่อคนไทยที่มางานก็ตั้งอกตั้งใจถ่ายรูปยังกับว่าพรุ่งนี้อีนักร้องคนนี้จะตายแล้ว! พวกนางจะสลับกันขึ้นมายืนบนเวทีเพื่อถ่ายรูป ถ่ายอีก...แล้วก็ถ่ายอีก ... ดึงฉันมาถ่ายรูปบ้าง กอดบ้าง หอมแก้มบ้าง ในที่สุด ... พวกนางบางส่วนก็หมดแรงนั่งลงกับพื้น (ไม่มีที่ให้นั่ง มีแต่ที่ยืน) สั่งเครื่องดื่มแอลกฮอลล์มากินกันจนเริ่มจะยืนไม่ตรง นางก็เลยนั่งนั่นแหละ ... จริงใจดี
พอฉันถ่ายเสร็จ เอ๊ย! ร้องจบ ก็เข้าสู่พิธีการจุดเทียนถวายพระพรในหลวง ซึ่งท่านฑูตไทยประจำออสเตรเลียให้เกียรตินำจุดเทียนชัยและกล่าวถวายพระพร บรรยากาศในห้องสงบนิ่ง มีเพียงแสงนวลๆ จากเทียน ในมือของทุกคนกับเพลงสดุดีมหาราชาที่ช่วยกันร้อง ฉันขนลุกน้ำตารื้น ความจงรักภักดีของคนไทยช่างแข็งแรง พวกเรามองไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง
ทุกคนคงอธิษฐานในใจเหมือนกันคือ ขอให้พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงอยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย
เงินจากค่าตั๋วที่รวบรวมไปถวายท่านนั้นช่างเล็กน้อยหากเทียบกับสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเสียสละทั้งแรงกายและทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โก้เป่าแซ็กถวายท่าน ช่างเป็นภาพและเสียงอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นกับคนไทยที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ถึงตัวไกลแต่ใจถวายให้ท่านจะเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ...
พอเลิกงาน พี่ต่อ เจ้าของร้าน "สยามสำราญ" ก็พาพวกเราไปกินข้าวรอบดึกที่ร้านอาหารจีนซึ่งปิดตี 2 (ปิดดึกที่สุดในเมืองแล้ว) กินกันกระหน่ำทั้งเป็ดปักกิ่ง ขนมจีบ ฮะเก๋า ไก่แช่เหล้ากับแมงกะพรุนน้ำมันงา โจ๊กไข่เยี่ยวม้า และอะไรอีกเยอะจำไม่หมด กินก็ไม่หมด! ...
วันถัดไปพี่ต่อก็พาไปเลี้ยงอาหารทะเลบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมหรู เชอราตัน มิราจ (Sheraton Mirage) Gold Caost (โกลด์โคสต์) ย่านคนรวยที่คนหน้าตาดีและเกย์เดินกันให้ขวักไขว่ พี่ต่อชี้ให้ดูควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) เหมือนสยามสแควร์ของเรา ห้างออสเตรเลียแฟร์ (Australia Fair) เหมือน Big C บ้านเรา ... เลยไปถึงย่านจอดเรือยอชท์หรูๆ เห็นแล้วอยากรวยมั่งแต่ไม่อยากซื้อเรือยอชท์เพราะที่นี่เขาไม่อนุญาตให้ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ! ... แกงการูพอน์ท (Kangaroo Point) สถานที่ปีนหน้าผา แล่นเรือยอชท์ ย่างบาร์บีคิว ออกกำลังกาย กิจกรรมเอฟเวอร์รี่ติงส์หลายสิ่งให้ทำร่วมกัน เห็นวิวแม่น้ำบริสเบน (Brisbane River) ที่มีบ้านสวยๆ ของคนรวยๆ หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ (แต่ไม่ติดแม่น้ำ) ... มื้อค่ำเราได้รับอุปการคุณจากพี่วิ (วิชวน โทแนลลี่) เจ้าของร้านไทยวิ-รัตน์ เลี้ยงอาหารอีสานรสชาติอีสานแท้จนอิ่มแปล้ พวกเรากลับเมืองไทยด้วยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ชั้นธุรกิจ ... หลับสบายไม่มีอีอ้อยร้องกวนใจเหมือนขามา
ลาก่อนบริสเบน ... เมืองอันสงบเงียบกับคนไทยที่น่ารัก ... ฉันต้องหาทางกลับมาอีกให้ได้ ...
.......................................
(หมายเหตุ 'บริสเบน 3 (Brisbane)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



