บันเทิง

'The hunger games: catching fire'

'The hunger games: catching fire'

29 พ.ย. 2556

'The hunger games: catching fire' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม



    
          หากจะเลือกดูหนังที่เข้ากับบรรยากาศการเมืองบ้านเราตอนนี้ ขอแนะนำ The hunger games: catching fire ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการห้ำหั่นต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในเกมการแข่งขันที่ชื่อ "hunger game" โดยมีเดิมพันเป็นชีวิตที่รอดพ้นจากการถูกเข่นฆ่าและได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาในฐานะผู้ชนะประจำเขตเป็นรางวัลพ่วงท้ายรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ทว่าก็ยังไม่ใช่สุดยอดปรารถนาของผู้เข้าแข่งขันเพราะอัตราเสี่ยงของความตายในเกมนั้นสูงกว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปจึงไม่มีใครอยากสมัครลงแข่ง จนต้องมีการสุ่มจับสลากหาคนที่โชคร้ายเป็นตัวแทนประจำเขตโดยฝ่ายรัฐ
    
          The hunger games ภาคแรก จบลงตรงที่หนุ่ม-สาวตัวแทนจากเขต 12 คว้าตำแหน่งผู้ชนะเอาชีวิตรอดจากการแข่งขันมาได้สำเร็จพร้อมชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ชมที่ติดตามเฝ้าดูเกมการแข่งขันตลอดเวลานาทีที่ผู้เล่นต้องห้ำหั่นผลาญพร่าชีวิตฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ตนอยู่รอด ท่ามกลางกติกาแปลกๆ ตามแต่ที่ผู้นำจะกำหนดกฎเกณฑ์มาให้พวกเขา
    
          มาในภาคที่สอง catching fire สาวน้อยคนกล้า แคตนิส อะเวอร์ดีน ควงคู่เพื่อนหนุ่มร่วมตาย พีต้า เมลลาร์ค กลับเข้าสู่การแข่งขัน The hunger games ครั้งที่ 75  อีกครั้งเนื่องจากผู้นำของรัฐ "พาเนม" มองเห็นโอกาส อาศัยความมีชื่อเสียงของแคตนิส และพีต้า ที่เพิ่งชนะการแข่งขันครั้งที่แล้ว อีกทั้งยังพบการก่อกบฏเล็กๆ ขึ้นในเขตหนทางตัดไฟแต่ต้นลมและโหนกระแสนิยมจึงเกิดการแข่งขันครั้งพิเศษตามมา โดยกำหนดกติกาใหม่คือ ให้ผู้ชนะทั้ง 12 เขต ในแต่ละปีที่ผ่านมา กลับมาแข่งขันกันอีกรอบ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้แข่งขันแต่ละคน จากแต่ละเขตในครั้งนี้ล้วนเต็มไปด้วยคนมีฝีมือเก่งกล้า ยากที่จะพิชิตเพื่ออาตัวรอดกลับมาได้ง่ายๆ
    
          แม้ไฮไลท์ในภาคนี้คือการหาวิธีเอาตัวรอดและเอาชีวิตคู่แข่งไปในเวลาเดียวกันเหมือนการแข่งขัน
    
          ครั้งที่ผ่านๆ มา แต่ทว่าครึ่งเรื่องแรกที่หนังปูพื้น ฉายภาพรายละเอียดให้คนดูได้รู้จักและสัมผัสถึงความข้นแค้นทุกข์ยากของผู้คนผ่านการเดินทางในโปรแกรม "วิคตอรี่ ทัวร์" พบปะผู้คนตามเขตต่างๆของ แคตนิส และพีต้า ทำให้เราได้เห็นสภาพการกดขี่ของชนชั้นนำที่กระทำต่อประชาชนใต้ปกครองของเขา แม้แคตนิส และพีต้า จะปลอบโยน ให้กำลังใจญาติพี่น้องผู้สูญเสียจากการแข่งขัน ปลุกปลอบสร้างความหวังให้ผู้คน แต่สุดท้ายเขาและเธอก็พบว่า การกระทำเหล่านั้น กลับยิ่งทำให้ชนชั้นล่างในแต่ละเขต ถูกทุบตีอย่างทารุณเพียงเพราะพวกเขาแสดงออกต่อความหวังกำลังใจที่ได้รับจากหนุ่มสาวแห่งเขต 12
    
          ในระหว่างความสนุกสนาน บทเส้นทางการต่อสู้เอาตัวรอดระหว่างการแข่งขัน hunger games ครั้งที่ 75 กำลังดำเนินไป (โดยใช้ชื่อว่า the quarter quell) ที่ผู้คนใน "capital" เฝ้ามองคนจาก "district" กำลังเข่นฆ่ากันอย่างเพลิดเพลิน ภายใต้กรอบกติกาจากผู้นำที่มุ่งสร้างความบันเทิง หาผลประโยชน์อย่างหน้ามืดตามัวโดยไม่สนใจไยดีต่อชีวิตและความทุกข์ยากของผู้เล่น จนในที่สุด ผู้เข้าแข่งขันก็หันกลับมาสู้กับผู้จัดการแข่งขันเสียเอง
    
          ไม่ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะหรือพ่ายแพ้ (ซึ่งต้องติดตามต่อในภาคที่ 3 และ 4) ความน่าสนใจของ The hunger games ในภาคนี้ ยังอยู่ที่การพูดถึงต่อสู้ระหว่างชนชั้น ที่แม้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น แต่ก็ดูจะน่าสนุกมากขึ้นเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภาคถัดไป และก็ไม่แปลกใจที่ทำไมหนังและหนังสือถึงประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทั้งๆ ที่จะว่าไปเกมการแข่งขัน "ล่าชีวิต" ก็เป็นแค่รูปแบบการไล่ล่าเดิมๆ หากความสนุกนั้นเกิดจากมุมมองการต่อสู้ที่เปลี่ยนจากการขับเคี่ยวระหว่างผู้เล่นเพื่อเอาตัวรอดในภาคแรก มาเป็นการรวมตัวกันของผู้เล่นเพื่อเอาตัวรอด และไม่เพียงผู้ชมได้ลุ้นเอาใจช่วยให้ "แคตนิส" และ "พีต้า" เอาชีวิตรอดจากการต่อสู้และคู่แข่งขันที่เหี้ยมโหดแล้ว ในภาคนี้ หนังยังปล่อยให้คนดูได้ลุ้นไปอีกว่า ตัวละครอื่นๆ ที่มาร่วมแข่งขันเคียงข้างหนุ่มสาวคู่นี้ มาดีหรือร้าย ร่วมหัวจมท้ายฝ่าอุปสรรคด้วยกันโดยความบริสุทธิ์ใจหรือแค่เป็นมารยาชั้นเชิงเพื่อหาทางเอาตัวรอดอีกวิธีหนึ่งของผู้แข่งขันเท่านั้น ซึ่งแต่ละรายแชมป์เก่าที่ผ่านสมรภูมิการต่อสู้มา ก็มีทั้งหนุ่มโหดสาวเหี้ยม, หนุ่มเนิร์ดและสาวเจ้าปัญญา ที่ไม่เก่งเรื่องการต่อสู้หากแต่เก่งเรื่องการใช้สมองแก้ปัญหา รวมทั้งหนุ่มหล่อที่มากับคุณยายผู้อาสามาแข่งแทนหลานสาว ที่เจ้าหนุ่มต้องคอยดูแลตลอดเวลา ตัวละครต่างคาแรกเตอร์มากมายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ช่วยสร้างสีสันให้ "catching fire" น่าสนใจใคร่ติดตาม ไม่แพ้ฉากการปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชมชาวแคปิตอลของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ที่ทั้งอลังการด้วยสีสันของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และเทคนิคหวือหวาน่าตื่นตา
    
          ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุ่มรวย หรูหราฟู่ฟ่าของชาวแคปิตอล และการปกครองอย่างเข้มงวดใน 12 เขตของประธานาธิบดี สโนว์ การลุกฮือรวมตัวกันเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมของประชาชนเริ่มเกิดขึ้น แม้จะเห็นถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบในช่วงครึ่งเรื่องแรก แต่เรื่องราวหลังจากนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง หนังทิ้งเข็มกลัดรูปนกม็อกกิ้งเจย์เอาไว้ให้ แทนสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผู้คนในอีกชนชั้นที่ถูกข่มขู่ดูแคลน โดยมีแคตนิส เป็นตัวแทนของพวกเขาในการปลดแอกจากอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม หากสวมแว่นมองในมุมการเมืองบ้านเราเวลานี้ การต่อสู้ของแคตนิสและผองเพื่อนอาจเทียบเคียงได้กับประชาชนทั้งสองกลุ่ม ทั้งการต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐ หรือการต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งสิทธิ์และความเสมอภาคเท่าเทียมของคนอีกกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นอีกชนชั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ อยู่ที่การไม่ยอมแพ้ต่อความอยุติธรรมเหมือนๆ กันนั่นเอง

.......................................
(หมายเหตุ 'The hunger games: catching fire' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)