บันเทิง


'เสรีภาพกับเสรีเพลง'

'เสรีภาพกับเสรีเพลง'

28 พ.ย. 2556

'เสรีภาพกับเสรีเพลง' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ




          ช่วงนี้การแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องในกระแสนะครับ กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ‘ไทยเฉย’ ก็เริ่มจะไม่เฉยแล้ว คนที่เคยไม่สนใจการบ้านการเมืองเท่าไหร่ยังอดโพสต์อะไรเล็กๆ น้อยๆ เรื่องการเมืองบนเฟซบุ๊กไม่ได้ และข่าวการเมืองกลายเป็นประเด็นยอดนิยมให้คนติดตามชนิดที่ไม่มีละครเรื่องไหนจะเรตติ้งแรงเทียบเท่า

          แต่เกือบ 20 ปีมานี้ ในแวดวงบันเทิงไม่ค่อยมีเนื้องานที่ว่าด้วยการเมืองหรือสังคมกันสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยก่อนโน้นตอนที่กระแสดนตรีเพื่อชีวิตยังเป็นของอินเทรนด์ ตอนนั้นเราก็มีเพลงที่เสียดสีสังคมและการเมืองให้ฟังพอสมควร แต่พอกระแสมันหายไปเหลือแค่ในผับเก่าๆ หรือในอัลบั้มรวมเพลงของตำนานเพื่อชีวิต เราก็ไม่ค่อยได้ฟังเพลงแบบนี้จากศิลปินรุ่นใหม่ๆ สักเท่าไหร่

          ผมได้ไปรับรู้โครงการที่น่าสนใจโครงการหนึ่งที่ทำให้เราได้ฟังเพลงแนวนี้มากขึ้นอีกหน่อยครับ โครงการนี้ชื่อว่า ‘เสรีภาพ เสรีเพลง’ เป็นการร่วมมือกันระหว่างร่วมกับมูลนิธิฟรีดริช เนามัน และ มูลนิธิไอแคร์ และนิตยสาร happening ที่ช่วยๆ กันปั้นงานนี้ขึ้นมา โดยเราไปชวนศิลปินจำนวนหนึ่งให้ทำเพลงใหม่ ซึ่งเราให้โจทย์ว่าต้องเป็นเพลงเกี่ยวกับ ‘สิทธิ’ และ ‘เสรีภาพ’ ครับ มีการจัดประกวดมิวสิกวิดีโอส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอาไปให้คนทำหนังมืออาชีพทำมิวสิกวิดีโอให้ ซึ่ง ณ ตอนนี้มิวสิกวิดีโอทั้งหลายก็เริ่มทยอยถูกอัพโหลดในยูทูบแล้ว และเพลงทั้งหมดก็เอามารวมเป็นอัลบั้มชื่อ เสรีภาพ เสรีเพลง แถมฟรีกับนิตยสาร happening ฉบับเดือนนี้ครับ

          เกริ่นมายืดยาว ก็เพราะผมอยากจะเล่าเรื่องเพลงที่มีอยู่ 7 เพลงในอัลบั้มนี้ให้ฟังกันสักหน่อย

          เริ่มจากเพลง ถ้าหัวใจได้บอกจากฝีมือการแต่งและร้องของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน เป็นเพลงป๊อปเพราะๆ ที่พูดเรื่องการไม่กล้าแสดงความรู้สึกครับ เพลงนี้ฟังเผินๆ จะนึกว่าเป็นเพลงของไอ้หนุ่มที่ไม่กล้าบอกรักสาว แต่หากฟังแบบลึกๆ ก็มีหลายประโยคที่พูดถึงเรื่องที่ลึกกว่านั้น อย่างท่อนที่ร้องว่า “คืนวันผ่านพ้นจนใจชืดชา กำแพงใจหนาไม่กล้าบอกใคร” นั้นอาจจะมีน้ำหนักของเหตุการณ์มากกว่าแค่เรื่องไม่กล้าบอกรักเสียแล้ว แต่ดูเหมือนจะเลยไปถึงเรื่องการไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างอีกด้วย ดูเข้ากับสถานการณ์บางอย่างในสังคมดีไหมครับ?


          เพลงสิทธิ์ของ เป้ อารักษ์ แอนด์ เดอะ ปีศาจแบนด์ มาในแนวทางถนัดของวงคือเป็นโฟล์กร็อกติดกลิ่นดนตรีคันทรี เพลงนี้ดนตรีสนุกมากๆ ครับ ทั้งแบนโจ กีตาร์ ใส่กันเต็มที่ แต่ที่เต็มที่กว่าคือเนื้อเพลงที่พูดตรงๆ ถึงเรื่องการใช้สิทธิในการแสดงออกของผู้คน ท่อนฮุกร้องว่า “ผมมีสิทธิ์จะรู้จะฟัง ผมมีสิทธิ์จะพูดจะทำ ได้โปรดอย่าห้ามกันได้ไหม ผมมีสิทธิ์จะคิดจะจำ ผมมีสิทธิ์จะร้องจะรำ เราอยู่ประเทศไทยหรืออยู่หลังม่านไม้ไผ่”นับเป็นเพลงที่ตั้งคำถามอย่างชัดเจนมากๆ ในประเด็นสิทธิในการแสดงออก

          เพลงต่อไปรักเท่าไร ฟังเท่านั้นของ Portrait หรือ ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง มาแนวแปลก คือจากที่เคยทำเพลงป๊อปเพราะๆ คราวนี้ปอยกลับทำเพลงลูกทุ่ง! เนื้อเพลงพูดถึงการเปิดใจลองรับฟังแม้ว่าจะคิดเห็นไม่เหมือนกัน ท่วงทำนองเป็นแนวทางของเพลงลูกทุ่งหรือลูกกรุงที่เราคุ้นๆ กันครับ ดนตรีแอบใส่ซาวนด์ทันสมัยผสมกับเสียงเครื่องดนตรีเก่าๆ เพลงนี้เป็นโอกาสที่ดีของการได้ลอง ‘เปิดใจ’ กันในหลายๆ มิติ ตั้งแต่คนแต่งเพลงยันคนฟังเพลงเลยทีเดียว

          ส่วน อาณาจักรนักเลงของศิลปินชื่อ ลูกแม่ไล หลานยายเจือ นั้นเป็นเพลงที่มีตัวตั้งตัวตีคือ ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือฟักกลิ้งฮีโร่ครับ เพลงนี้ตีความเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกโดยการพูดถึงค่านิยมของวัยรุ่นที่อยากจะเป็นนักเลง มีการใสซาวนด์จากข่าววัยรุ่นตีกันเข้ามาเพิ่มความขลัง และการได้เพื่อนๆ นักร้องและแร็พเปอร์มาร้องกันหลายๆ เสียงก็เป็นการแสดงพลังของกลุ่มคนที่น่าประทับใจ

          ต่อด้วยแค่รู้จากฝีมือการแต่งและขับร้องของ หมอเอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ นักแต่งเพลงสาวคนเก่ง เธอพูดถึงการเชื่อมั่นในตัวเอง แม้ว่าสิ่งที่เป็นหรือสิ่งที่ทำจะดูไม่เหมือนใครๆ เป็นเพลงป๊อปเพราะๆ ที่เล่นกับถ้อยคำได้อย่างน่าสนใจ แถมยังตีความเรื่องสิทธิเสรีภาพในมุมมองปัจเจกได้อย่างลึกซึ้ง

          อีก 2 เพลงที่อยู่ในอัลบั้มนี้คือเพลงเท่ๆ ซาวนด์ล่องลอยชื่อ โดยวงเฉพาะกิจชื่อ Vilarn & friends และเพลงเก่าของรุ่นใหญ่อย่าง เล็ก ที-โบน ชื่อเพลงดองปรองเป็นดนตรีแนวเวิลด์มิวสิกสีสันสดใสที่ว่าด้วยความเข้าอกเข้าใจกันของคนในสังคมครับ

          อัลบั้มนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าบทเพลงสามารถสื่อสารเรื่องราวได้มากมายกว่าแค่เรื่องรัก และมันก็เป็นสื่อที่ทรงพลังมากมายจริงๆ