บันเทิง

'นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล'

'นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล'

22 พ.ย. 2556

'นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


 
    
          สัปดาห์นี้ไม่ได้มาแนะนำหนัง แต่อยากจะชวนมาดูละครเวทีครับ “นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล” จะเปิดแสดงรอบสุดท้ายใน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นี้แล้ว
    
          เรื่องของนางพญางูขาว ก็คล้ายๆ กับตำนานรักแม่นาคพระโขนงบ้านเรา คือว่าด้วยความรักต่างภพภูมิระหว่างมนุษย์กับภูตผี เพียงแต่ต้นฉบับนิทานปรัมปรากว่าหกร้อยปีของจีนเรื่องนี้ เล่าถึงความรักที่ถูกพลัดพรากระหว่างบัณฑิตหนุ่มและปีศาจสาวงูขาว ที่อิทธิฤทธิ์ของนางพ่ายแพ้แก่พระเถรวิชาอาคมแก่กล้าหลังการต่อสู้สิ้นสุดลง
    
          “นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล” ไม่เพียงเป็นละครเพลงที่ให้ความเพลิดเพลิน หากแต่แฝงแง่คิดที่ว่าด้วยการตีค่าความเป็นมนุษย์ พิพากษาคุณค่าของชีวิตจากความแตกต่างทั้งรูปกายชาติพันธุ์ ทั้งๆ ที่มีเลือดเนื้อลมหายใจเฉกเช่นเดียวกัน ดังคำร้องที่ปรากฏเน้นย้ำให้ได้ยินตลอดทั้งเรื่องว่า "เลือดในกายนั้นอาจเย็นเยียบกว่า แต่ก็แดงดังชาดทาไม่ต่างกัน" ในฐานะแฟนของคณะละครดรีมบ็อกซ์พอลองมองย้อนกลับไปพินิจพิเคราะห์ผลงานเรื่องก่อนหน้าอย่าง “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” ก็พบว่าโศกนาฏกรรมในรักของหญิงสาวทั้งสองเรื่องนั้น มีประเด็นคล้ายเคียงกันอยู่ไม่น้อย
    
          ทั้ง "นาค" และ "ซูจิน" ต่างเป็นหญิงอาภัพรัก คนแรกความตายพรากเธอไปจากคนที่รัก ส่วนคนหลังแม้ความตายไม่อาจทำอะไรเธอได้ แต่การพ่ายแพ้แก่นักพรตอาคมแก่กล้าก็ทำให้เธอถูกจองจำจนพรากจากชายที่รัก "นาค" เองก็เช่นกัน ที่สุดท้ายเธอก็จำนนแก่มนต์คาถาของพระเถระและจำจากคนรักไปตลอดกาล แม้สุดท้ายทั้งคู่ล้วนประสบชะตาแห่งความพลัดพรากไม่ต่างกัน แต่อุปสรรคสำคัญในรักที่ทำให้พวกเธอต้องทนทุกขเวทนาที่ครองคู่คือการถูกกีดกันผลักไสออกไปจากสังคมเพียงเพราะถูกมองเป็นคนนอก ถูกการประเมินค่าด้วยสายตาแห่งมายาคติที่บางครั้งก็ดูจะบิดเบือนพร่าเลือนไปจากความถูกต้องเป็นธรรม
    
          ใน “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” หลัง "นาค" ตัดสินใจหนีมาใช้ชีวิตคู่อยู่กับ "มาก" ไม่เพียงคนในหมู่บ้านจะเหยียดหยามว่าเธอหนีตามผู้ชาย หรือทำงานหนักไม่เป็น ทั้งๆ ที่การศึกษาของเธอนั้นเหนือกว่าใครก็ตาม เช่นกัน "ซูจิน" ก็ถูกขับไสไล่ส่งจากพี่สาวของ "ซือเซียน" คนรัก เพียงเพราะการแต่งงานชั่วข้ามคืนทำให้เธอถูกมองเป็นคนไร้สกุลรุนชาติ เพราะไม่มีญาติมิตรมาสู่ขอผิดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
    
          เมื่อ "นาค" และ "ซูจิน" ต่างถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มีชะตาชีวิตไม่ต่างกัน ในวันที่ทั้งคู่ถูกพิพากษาตีตราในฐานะคนผิด ต้องถูกลงโทษจองจำ ล้วนมาจากความผิดที่เธอไม่ได้ตั้งใจก่อ หากแต่มาจากผลสะท้อนของกรรมจากคนที่ทำร้ายเธอมาก่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าคนในตำบลพระโขนงของแม่นาค หรือพี่สาวของซือเซียนในนางพญางูขาว และสุดท้ายคนที่ลงโทษเธอก็คือพระ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีหน้าที่ให้ชีวิตมิใช่พรากชีวิต หากแต่ทั้งคู่ต่างถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ไร้ซึ่งชีวิตจิตใจ (คนหนึ่งเป็นผี ส่วนอีกคนเป็นปีศาจงูแปลงร่างมา) จึงต้องรับโทษทัณฑ์
    
          ละครเวทีของดรีมบ็อกซ์ ไม่เพียงความรื่นรมย์ที่ประโคมโรมรันผู้ชมทั้งการแสดงและบทเพลงที่งดงามทั้งคำร้องและท่วงทำนอง ซึ่งไม่เพียงเพราะจับใจเท่านั้น หากแต่ยังสื่อความหมายแฝงนัย ให้ชวนฟัง ชวนคิด ในเวลาเดียวกัน “นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล” อาจไม่มีฉากยิ่งใหญ่อลังการตระการตา แต่การออกแบบแสงเงาในละครเรื่องนี้ สามารถรองรับการถ่ายทอดของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะฉากหวนหาอาลัยของ "ซูจิน" เมื่อรู้ว่าสามีถูก "ฟาไห่" ควบคุมตัวไว้ไม่ให้พบกัน
    
          ในฉากต่อสู้ ที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์กฤดาภินิหารระหว่างปีศาจงูขาวกับหลวงพ่อฟาไห่เทคนิคพิเศษที่นำมาใช้ แม้เป็นการยิงแสงเลเซอร์ธรรมดา แต่เมื่อปะทะกับลีลาการเคลื่อนไหวที่ผ่านการออกแบบมาอย่างอ่อนช้อยงดงามแต่ดูเข้มแข็งในที ปลุกเร้าด้วยเสียงดนตรีที่ให้ทั้งอารมณ์หวาดหวั่นพรั่นสะพรึง การต่อสู้ในฉากนี้ก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้นโดยที่ทั้งคู่แทบไม่ต้องปะทะประมือใช้กำลังเข้าห้ำหั่นราวีแต่อย่างใด เป็นการต่อสู้ด้วยลีลาที่ทั้งงดงามและแปลกตาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคใดใดให้มากความ
    
          ละครเวที “นางพญางูขาวเดอะมิวสิคัล” พิสูจน์ได้อีกอย่างหนึ่งว่า ธีรนัย ณ หนองคาย เป็นหนึ่งในนางพญาของละครเพลงเมืองไทยในพ.ศ.นี้

.......................................
(หมายเหตุ 'นางพญางูขาว เดอะมิวสิคัล' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม )