บันเทิง

'แกรมมี่-อาร์เอส'บนทางเสี่ยง'เพย์ทีวี'

'แกรมมี่-อาร์เอส'บนทางเสี่ยง'เพย์ทีวี'

20 พ.ย. 2556

"แกรมมี่-อาร์เอส"บนทางเสี่ยง "เพย์ทีวี" : คอลัมน์ โลกไร้เสา




    
          สถานการณ์ทีวีดาวเทียมอยู่ในช่วงที่กำลังรอ "ดาวเทียมไทยคม 6" ที่มีกำหนดส่งขึ้นสู่วงโคจรภายในเดือนธันวาคม 2556 เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ของไทย
    
          ไทยคมได้จัดหาดาวเทียมมาให้บริการเป็นการชั่วคราว ซึ่งขณะนี้ ดาวเทียมดังกล่าวได้เริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา
    
          ด้านกลุ่มธุรกิจบรอดคาสต์ ก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร มีทั้งเตรียมเพิ่มช่องรายการใหม่ และทบทวนแผนงานเก่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนท์ค่ายใหญ่
    
          พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า การบริหารลิขสิทธิ์ลาลีกา สเปน รวม 3 ฤดูกาล (2012-2015) ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และอาจจะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่า บริษัทจะร่วมประมูลอีกครั้งหรือไม่เมื่อหมดลิขสิทธิ์
    
          ปัจจุบันรายได้หลักจากการบริหารลิขสิทธิ์ลาลีกา สเปน มาจาก 4 ช่องทางคือ จากการสมัครสมาชิก, โฆษณา, การขายพ่วงคอนเทนท์กับพันธมิตรที่สนใจ และการขายซับไลเซนส์ให้แก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี)
    
          ปรากฏว่าโมเดล "ดูจริงจ่ายจริง" ไม่ตอบจริตผู้ชมเพย์ทีวีไทย ซึ่งคุ้นเคยกับการเหมาจ่ายรายเดือน
    
          อาร์เอสจึงปรับแผนมาเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (บีทูบี) อาทิ ขายซับไลเซนส์ให้แก่ ผู้ประกอบการเพย์ทีวี การขายพ่วงกับผู้ผลิตกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม ด้วยการเปิดตัวกล่อง "พีเอสไอ โอทู" และกล่องซันบ็อกซ์ในซีซั่น 2 ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ด้วยยอดขาย 2 แสนกล่อง
    
          "การบริหารลิขสิทธิ์ซีซั่นแรกถือว่าขาดทุน ส่วนซีซั่น 2 ยังต้องประเมินอีกครั้ง โดยจากนี้ไปบริษัทจะพยายามพยุงไม่ให้ขาดทุนเพิ่ม โดยคาดว่าซีซั่น 3 น่าจะสร้างกำไรได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยลิขสิทธิ์คอนเทนท์กีฬาที่มีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกปีจากการแข่งขันที่รุนแรง ดังนั้นถ้าหมดลิขสิทธิ์อาจจะต้องพิจารณาราคาประมูลครั้งต่อไปว่าบริษัทจะพร้อมจ่ายหรือไม่"
    
          สำหรับแนวทางการตลาดปีหน้า อาร์เอสจะเน้นขายพ่วงการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน ควบคู่กับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ทั้งนี้ คาดว่า-ส่วนรายได้จากการบริหารลิขสิทธิ์จะมาจากการขายกล่องซันบ็อกซ์ 40% รายได้จากการสมัครสมาชิกรับชมลาลีกา สเปน 25% การขายโฆษณา 5% สุดท้ายรายได้จากการขายพ่วงคอนเทนท์กับพันธมิตรที่สนใจ และการขายซับไลเซนส์ให้แก่ผู้ประกอบการเพย์ทีวี 30%
    
          ในส่วนธุรกิจทีวีดาวเทียม เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าเริ่มจำกัดงบการโฆษณาผ่านสื่อ
    
          จากเดิมที่มีแผนว่าเตรียมนำละครมาออกอากาศให้ครบ 5 วัน จึงต้องชะลอไปก่อน เพราะถ้าคอนเทนท์ละครเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามด้วย โดยคาดว่าปลายไตรมาส 1 ปีหน้าจะพร้อมออกอากาศละครครบ 5 วัน
    000
    
          ฟากค่ายแกรมมี่ โดยภาพรวมรายได้ปีนี้ ตัวเลข "ไม่สวย" แต่หวังว่า หลังจากนี้ไปจะ "ราบรื่น" เมื่อได้เป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิตอล
    
          ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีหน้าแกรมมี่ตั้งเป้าจะขยายงานไปต่างประเทศมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ชิมลางไปแล้วทั้งการบุกตลาดละครในประเทศจีน การส่งภาพยนตร์ของจีทีเอชบริษัทในเครือไปฉายทั่วเอเชีย การรับจัดงานอีเวนท์ในต่างประเทศรวมถึงการนำเพลงของแกรมมี่ไปดัดแปลงเป็นภาษาต่างๆ เพื่อเผยแพร่ในต่างประเทศ
    
          นอกจากนี้ ปีหน้าแกรมมี่จะขยับฐานะจาก "ผู้ผลิตเนื้อหา" ไปเป็น "เจ้าของช่อง" โดยจะมีทั้งช่องทีวีดาวเทียม เพย์ทีวี และหากประมูลได้ก็จะมีดิจิตอลทีวีด้วย ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมธุรกิจทุกอย่างของบริษัทให้ดีขึ้น ธุรกิจเพลง หนัง ละคร ฯลฯ เปรียบเสมือนโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งหากมีช่องทางจำหน่ายของตัวเองก็จะทำให้สินค้ามีคุณค่า และได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่
     
          "อนาคตน่าจะดีขึ้นเยอะ แต่แรกๆ อยู่ในช่วงลงทุน 2-3 ปีนี้ตัวเลขไม่ค่อยสวย แต่เป็นธรรมดา ภายใน 3 ปี น่าจะเคลียร์ทุกอย่างได้" ไพบูลย์กล่าว
    
          แกรมมี่ก็ประสบปัญหาเดียวกับอาร์เอส คือการบริหารลิขสิทธิ์กีฬาผ่าน "แซท เพย์ ทีวี" ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
    
          เนื่องจากฟุตบอลบุนเดสลีกา หรือลีกในยุโรป ไม่มีเสน่ห์เพียงพอจะดึงดูดให้คอบอลมาสมัครเป็นสมาชิก หากเปรียบกับพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เป็นลีกยอดนิยมของแฟนบอลทั่วโลก
    
          มิหนำซ้ำ แกรมมี่ยังลงทุนด้านคอนเทนท์กับฟ็อกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แชนแนล (Fox International Channels) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านคอนเทนท์ แต่กลุ่มผู้ชมตลาดนี้ ก็ยังผูกพันอยู่กับทรูวิชั่นส์มากกว่า
    
          ฉะนั้น ธุรกิจเพย์ทีวีของสองค่ายยักษ์บันเทิง ก็ยังไม่ราบรื่น และต้องรอเวลาอย่างน้อย 3-4 ปี กว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ริโภคได้

.......................................
(หมายเหตุ "แกรมมี่-อาร์เอส"บนทางเสี่ยง "เพย์ทีวี" : คอลัมน์ โลกไร้เสา)