
เล่นหูเล่นตา:บริสเบน (Brisbane)
บริสเบน (Brisbane) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เที่ยงคืนแล้ว ... ฉันนั่งอยู่หน้าทีวีหลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย นั่นเป็นวันปกติทั่วไป แต่ไม่ใช่วันนี้ เพราะฉันกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบินพร้อมกับผู้โดยสารหลายเชื้อชาติ 300 กว่าชีวิตบนเครื่อง มีคนที่ฉันรู้จักบนเครื่องแค่ 3 คน โก้ มิสเตอร์แซกแมน สีเกด ผู้จัดการ และนังนุชนาฎ ผู้ช่วย
ปกติเวลานั่งรถก็เหมือนรถขนหมู ยิ่งตอนนี้เหมือนเครื่องบินขนหมู! (ไฮโซ) เครื่องบินเชิดหน้าเหินฟ้ากำลังพาเราไปยังจุดหมายในอีก 8-9 ชั่วโมงข้างหน้า แค่คิดก็หงุดหงิดแล้ว ด้วยขนาดและน้ำหนักของพวกเราก็ทำให้เก้าอี้ไซส์มาตรฐานชั้นประหยัดของการบินไทยเล็กลงไปถนัดตา นี่ต้องนั่งอยู่กับที่แบบนั้น ... นานขนาดนั้น! ... คนที่ไม่ชอบเดินทางยาวไกลไปต่างประเทศอย่างฉันรู้สึกอยากจะลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้น แต่จะทำอย่างไรได้ มันเป็นภารกิจฉุกเฉินที่ต้องทำให้สำเร็จ ... 3 - 4 วันก่อนหน้านั้น
ฉันได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย ให้ไปร้องเพลงในงานฉลองครบรอบ 3 ปี ของวิทยุชุมชนเพื่อคนไทยใน บริสเบน (Brisbane) FM98.1 เพราะเกิดความสับสนวุ่นวายระหว่างการจัดหานักร้องเกิดขึ้น ฉันกับโก้ มิสเตอร์แซกแมนซึ่งเป็นตัวสำรองอันดับ 1 ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนอย่างฉุกละหุก โดยงานนี้มอบเงินรายได้ทั้งหมดจากการขายบัตรเข้าชมให้กับท่านทูตไทยประจำออสเตรเลียเพื่อถวายในหลวง ทั้งวีซ่าและตั๋วเครื่องบินต้องเรียบร้อยตามนั้น ดีที่ท่านฑูตทำจ.ม.รับรองให้ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้ไป ... และนั่นคือสาเหตุที่ฉันต้องมานั่งขดตัวบนเครื่องบินในเวลานี้ ... เตรียมตัวเตรียมใจแต่ไม่ชินบ่องตง!
พอเครื่องขึ้นเขาก็ดับไฟบนเครื่อง จะมีอะไรให้ฉันทำนอกจากดูหนังกับนอน แต่มันยังไม่ถึงเวลานอนแล้วก็ยังไม่อยากมีอารมณ์ดูหนัง ความมืดและความเงียบเข้ามาปกคลุมห้องโดยสารไม่ได้นาน ... เสียงเด็กตัวเล็กๆ ก็ดังขึ้นมาจากด้านหน้า น้องร้องกรี๊ดๆ เหมือนถูกพ่อแม่ทรมาน "อือ ... ไม่เป็นไรน้องคงจะไม่สบายตัวกับความกดอากาศและความดันบนเครื่อง เดี๋ยวสักพักน้องก็จะหยุดร้องเอง อย่างที่เคยเจอบ่อยๆ บนเครื่องบิน" ฉันคิดในแง่ดีไว้ก่อนทั้งๆ ที่ความจริงหลายที่ที่เด็กบางคนร้องตั้งแต่เครื่องบินเริ่มบินจนเครื่องลงจอด นั่นมันภายในประเทศแค่ชั่วโมงเดียว ยังพอทน ... แต่นี่น้องคงไม่ร้องนานขนาดนั้นมะ
ร้องไปได้สักครึ่งชั่วโมงน้องก็เงียบ พี่ชายของน้องก็ร้องต่อผลัดกันฟีเจอริ่ง ยิ่งกว่านิว-จิ๋ว ขอบอกว่าน้อง 2 คนร้องสลับกันจะหยุดก็แค่ตอนหลับ ตื่นก็แหกปากร้องต่อ ยิ่งกว่า "น้องอ้อย" ลูกอีลำยองเสียอีกค่าคู้ณ! อิฉันอยู่บนเครื่องประสาทจะแ-ก ยิ่งหูไวกว่าชาวบ้าน ยิ่งทรมานกว่า ...
คิดดูว่า 8-9 ชั่วโมงเหมือนมีคนมาไบลด์ออดิชั่นแบบมาราธอน ... ทนไม่ไหวก็ต้องทน ไม่เห็นคนบนเครื่องเขาว่าอะไร นอกจากชะโงกหัวมาดูนิดหน่อย ฉันเชื่อว่าเสียงของอ้อยและเหน่งบนเครื่องไม่สามารถทำอะไร โก้ สีเกด และนุชนาฎได้ พวกนางนอนหลับปุ๋ยเหมือนนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ที่บ้าน ปล่อยให้ฉันทรมานหูอยู่คนเดียว
เวลานั้นฉันอยากให้ "ไอ้วัน" (วันเฉลิม) ขึ้นมาเลี้ยงน้องบนเครื่องจริงๆ เล้ย พับผ่า! พ่อแม่ก็ไม่ทำอะไรนอกจากปล่อยให้ลูกกรีดร้องไป อือ ... ไม่ต้องนอนมันล่ะไฟลท์นี้ว่าแล้วก็หยิบหูฟังมาครอบหูดูหนัง ...
พอเครื่องขึ้นสักพักพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็เข็นเครื่องดื่มทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีมาเสิร์ฟผู้โดยสารอย่างยิ้มแย้มและเต็มใจให้บริการ รักการบินไทยก็ตรงนี้แหละ ... ตามด้วยอาหารหนักๆ อีกมื้อช่วงหลังเที่ยงคืน ฟาดอาหารบนเครื่องจนตัวแน่นต้องเลื่อนเข็มขัดที่รัดติดเก้าอี้ออกไปอีกหลายนิ้ว เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีเพราะเมื่อยหลังเมื่อยคอ หันมองรอบตัวมีแต่คนนอนหลับเสียส่วนใหญ่ คนกลางคืนอย่างฉันไม่ใช่เวลานอนและไม่ชินที่นอน หลับๆ ตื่นๆ มันทั้งคืนเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือ ตี 4 กว่า แต่แดดแยงตายังกับ 7 โมงเช้า ตื่นเลยละกันกรู ลุกขึ้นไปแปรงฟันให้สดชื่น เดินกลับมาพนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟอีกแล้ว น้ำหนักจะขึ้นก็ตอนนี้แหละ กินเสร็จดูหนังต่อ หนังกำลังจะจบเครื่องก็กำลังจะลง เลยไม่รู้เลยว่าจบยังไง ... เคยเป็นมั้ย?
ท่าอากาศยานบริสเบนนั้นเล็กๆ น่ารักและสงบ มีเที่ยวบินจากเมืองไทยแค่วันละรอบ จึงไม่พลุกพล่านหรือวุ่นวายมากนัก พวกเรายืนเรียงแถวผ่านการตรวจและประทับตราขาเข้า คนที่นี่ดูเป็นมิตรและไม่ถมึงทึงเหมือนบางประเทศที่เคร่งครัดเรื่องตรวจคนเข้าเมือง มีน้องหมาพันธุ์ลาบราดอร์เดินดมกลิ่นกระเป๋า ถ้าไม่มีอะไรก็เดินผ่านไป ถ้าได้กลิ่นแปลกก็จะหยุดดมอยู่นานจนต้องเปิดกระเป๋าให้พนักงานตรวจ พวกเราผ่านสบายๆ ฉันประหลาดใจว่าน้องหมาพวกนี้ถูกฝึกมาอย่างไรให้ดมเฉพาะกลิ่นที่เป็นของต้องห้ามหรือยาเสพติด มันไม่ดมก้นดมจุ๋มจิ๋มเหมือนหมาทั่วไป ขืนเป็นแบบนั้นคงขายขี้หน้าตั้งแต่ยังไม่ออกไปไหน ยิ่งหมักหมมอยู่บนเครื่องนาน 9 ชั่วโมง ... ชีวิตมันต้องอับเฉาอับชื้นกันมั่งล่ะ! เด็ก 2 พี่น้องที่ร้องเสียงดังตลอดเที่ยวบินคู่นั้นพ่อแม่อุ้มเดินผ่านหน้าฉันไปให้เห็นหน้าชัดๆ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู อายุ 3-5 ขวบ แต่แหกปากร้องเป็นเด็ก ฉันอยากเดินไปหยิกสักทีแต่พ่อกับแม่ตัวเท่าหมี คงถลกหนังหัวฉันก่อนมะ!
พี่ต่อ เจ้าของร้านอาหารไทย "สยามสำราญ" (Siam Samrarn) ไก่ และน้องบี ทั้ง 3 คนมารับพวกเราขึ้นรถเอสยูวีคันใหญ่นั่งสบายไปถึงที่พักเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ประมาณคอนโดบ้านเราที่ปล่อยให้คนเช่าเป็นรายวัน รายเดือน และรายปี ห้องที่พวกเราอยู่มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น มีเครื่องครัวครบครัน ทั้งเตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ และตู้เย็น แถมชั้นล่างเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของที่นั่นเหมือน Tops บ้านเรา ...
ฉันควรจะนอนหลับเอาแรง แต่พอเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตแผงคอแผ่ออกเป็นกิ้งก่าวิ่งเข้าหาทันที พวกเราเลยเดินลงมาสำรวจแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อย่างตื่นตาตื่นใจ ... โดยเฉพาะแผนกเนื้อสดที่บรรจุเป็นแพ็กทั้ง หมู ไก่ เนื้อ แพะ แกะ รวมไปถึงเนื้อจิงโจ้สีแดงแจ๋สีสดยิ่งกว่าเนื้อวัวก็มีขาย
ที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องเนื้อวัว และเนื้อแกะคุณภาพสูงที่ส่งออกทั่วโลก มาถึงที่แล้วก็ต้องกินใช่มั้ย? ผักสดฉันไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะเห็นอยู่ในวิลลามาร์เก็ตบ่อยๆ เพียงแต่ที่นี่ราคาถูกกว่าก็แค่นั้น แต่ด้วยขนาดและความสดของผักก็ยังคงน่าทึ่ง ผักกาดแก้วหัวใหญ่กว่าหัวโก้ มิสเตอร์แซกแมนเสียอีก หัวเดียวต้องกินกี่วันถึงจะหมด ฉันคว้าไว้ 1 หัว เนื้อวากิวที่แสนจะแพงในบ้านเรากิโลละหลายพัน ที่นี่เอามาสับเป็นก้อนไว้ทำเบอร์เกอร์ราคาไม่แพง ...
วุ้ยถูกใจและละลานตาจริงๆ ช็อกโกแลตแสนถูกแท่งใหญ่เท่าฝ่ามือ 2 อัน 2 เหรียญ (60 บาท) ฉันเดินไปแผนกอาหารทะเล ดูขี้เหร่ไม่สู้ดี กั้งตัวเล็กจิ๋ว ไม่มีแชบ๊วยตัวโตๆ กุ้งลายเสือ หรือกุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ๆ แบบบ้านเรา ยังไงบ้านเราก็ดีกว่าอยู่ดีในเรื่องของการกิน อะไรในโลกก็มีให้ซื้อหาที่บ้านเรา ที่สำคัญ "เงินน่ะมีไหม?” ซื้อโน่นซื้อนี่กักตุนไว้ยังกับจะเกิดสงคราม แต่สิ่งที่อยากที่สุดทุกครั้งที่ไปเมืองนอกคือ มาม่าต้มยำกุ้ง!
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ บริสเบน (Brisbane) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



