
หนุ่ยรู้โลกรู้:'กิน Sushi ในครั้งที่เหมือนเสพศิลปะปีนบันได
'กิน Sushi ในครั้งที่เหมือนเสพศิลปะปีนบันได!' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์@nuishow
สัปดาห์ที่แล้วผมไปปลดปล่อยใจ "เที่ยวแหลก" ที่ประเทศที่ผมคุ้นเคยและเคยไปแล้วถึง 15 ครั้ง ไปทีไรกลับมาก็ได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทุกที... "ประเทศญี่ปุ่น" ครับ ประเทศที่ไม่ไกลไม่ใกล้จนเกินไปและปัจจุบันก็เข้าออกได้ง่ายดั่งประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่มีกำแพงวีซ่าอีกต่อไป (ที่ผ่านๆ มาชาวญี่ปุ่นก็เข้าไทยได้โดยไม่มีวีซ่าเช่นเดียวกันครับ ด้วยนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นเหตุผลว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทยกันนัก)
คนไทยกับคนญี่ปุ่นก็เหมือนดั่งเพลงที่คุณโต๊ะ วสันต์ โชติกุล แต่ง&ร้องไว้นั่นแหละครับ "ความงามที่แตกต่าง" ..ถ้าจำไม่ได้ ผมจะร้องให้ฟัง..
"เห็นชายคนหนึ่ง..เพิ่งลงจากเขา เค้าเดินมือเปล่า เข้ามาที่เมือง
แต่ชายคนหนึ่ง ออกจากเมืองฟ้า เขาเดินเข้าป่า หลบความรุ่งเรือง...
ชีวิตคนสองคน ต่างเดินทางไปค้นหา รอยเท้าที่ผ่านมาก็เลยสวนกัน"
คนไทยชอบประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบประเทศไทย ก็เลยเป็นความสมดุลอย่างน่ารักประการหนึ่งของโลกนี้ครับ (จะต่างนิดก็ตรงคนญี่ปุ่นเขาทะนงในชาติมากกว่า มีระเบียบวินัยมากกว่าและสนับสนุนซื้อสินค้าในประเทศตัวเองอย่างมากๆ ด้วย)
เคยได้คุยกับเจ้าหน้าที่ขับรถดูแลแขกของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว เขาขับรถรับรองข้าราชการมานานกว่า 16 ปีที่นั่น.. เขาบอกแกมบ่นว่า "ได้ยินมาบ่อยจนเบื่อ
คนไทยมาญี่ปุ่นก็จะพูดว่า "อุ้ย! ประเทศเขาดีจัง..ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้" ผมไม่เห็นเขาจะกลับไปทำให้เมืองไทยดีขึ้นเสียที ..แต่ผมรู้วิธีนะว่าทำไงให้เมืองไทยเป็นระเบียบขึ้นได้ ก็ต้องเอาคนมาสลับประเทศกัน เอาคนญี่ปุ่นทั้งหมดไปอยู่เมืองไทยแล้วเอาคนไทยทั้งหมดมาอยู่ญี่ปุ่น ..พักเดียวเท่านั้นแหละ เมืองไทยเจริญ! ...ผมสวนโดยการถามกลับทันที "แล้วประเทศญี่ปุ่นล่ะพี่จะเป็นยังไง?" ... 5555!! ทุกคนขำร่วนทั้งรถครับ
สำหรับทริปครั้งนี้ผมและเพื่อนๆ ปนป. 2 จำนวน 0.5%ของรุ่น หวังจะใช้ "บ้านนอกญี่ปุ่น" ชูใจเราให้รื่นรมย์ ก็เลยเลือกเดินทางออกนอกโตเกียวทั้งหมด โดยเริ่มจาก Kamogawa Seaworld ที่ "ชิบะ" (Chiba) จังหวัดที่ถูกลืม ทั้งๆ ที่เป็นที่ตั้งของสนามบินนาริตะ แต่แทบทุกคนก็มักจะมุ่งสู่โตเกียวกันก่อนทั้งนั้น โดยทิ้งจังหวัดชิบะไว้ข้างหลัง ..แท้จริงแล้วชิบะมีธรรมชาติที่สวยงาม มีฟาร์มสตรอเบอร์รี่ และที่สำคัญ "มีอควเรียมหรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่สุดยอดมากๆ" ติดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเลย ในฐานะคนชอบเที่ยวอควอเรียมอย่างผม (ชอบขนาดสมัคสมาชิกรายปี SiamOceanWorld เลยนะ) ผมยกนิ้วให้ Kamogawa SeaWorld ครับ (ขอบคุณน้องนิว ปทิตตา อัธยาตมวิทยา สาวไทยในวงการบันเทิงญี่ปุ่นด้วยนะครับ ที่โพสต์ IG สร้างแรงบันดาลใจและแนะนำวิธีการไป)
ที่นี่มี "Beluga Whale" หรือชื่อไทย "วาฬขาว" หน้าตาน่ารักดั่งตัวการ์ตูนและฉลาดดั่งนักแสดงตลก ว่ายโชว์อย่างเป็นมิตรพร้อมโชว์สุดแสนครีเอทีฟ ไปดูกันครับ ผมและคณะจับรถไฟชินคันเซ็นด้วย JR Rail Pass (ทางเลือกที่ถูกที่สุดสำหรับการตะลุยญี่ปุ่น ผมเคยเขียนเล่าไว้แล้วนะในฉบับก่อนๆ ลองค้นดู) ไป "นาโกยา" เพื่อเที่ยว Nagashima Spaland สวนสนุกญี่ปุ่นโดยแท้ที่บริการที่พักและออนเซนหรูหราที่สุดเท่าที่เคยเอาตูดแช่น้ำมาในราคาถูกเหลือเชื่อ แม้ผมจะเคยไปแล้ว 3รอบ แต่การได้พาเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยขึ้นรถไฟเหาะพาน้ำตาไหล Steel Dragon ไปสัมผัสความสูงชันที่สุดก็นับว่าสะใจไม่น้อย
ช่วงนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2014 นอกจากใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว สวนดอกไม้ทั้งนั่นยังมีการจัด Winter Illumination หรือการประดับไฟอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนเมืองในฝันครับ สวยแบบบรรยายด้วยคำพูดไม่หมด ต้องไปดูเอง
ทริปนี้มีการเล่นท่ายากด้วยการจับรถไฟไป "เกาะใต้" หรือ "ฮอนชู" เพื่อขึ้นภูเขาไฟอาโซะที่ยังไม่สงบและปิดท้ายด้วยฟูกูโอกะเมืองใหญ่ในเกาะใต้ที่ค่าครองชีพไม่ต่างจากเมืองไทยในพารากอน.. :) เราเดินทางกว่า 5 ชม.ทะลุทะลวงไปสู่เมือง "คุมาโมโต" เมืองปราการเก่าที่มีปราสาทคุมาโมโตอันใหญ่โต แต่เมืองก็เซื่องๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะครับ แต่ด้วยความเซื่องๆ นี้จึงมีเรื่องมาเล่าได้
เราถูกพนักงานโรงแรมลวงไปทานซูชิที่แปลกประหลาดและเหมือนดั่งกินชิ้นงานศิลปะเข้าไปในท้องแล้วไม่มีทางเข้าใจในบรรยากาศร้านน่าเกรงขามชั้นใต้ดินอาคารย่านการค้าของคุมาโมโต ร้านชื่อ "กินซูชิ" ..(ขอบใจที่บอกคนไทยให้รู้ว่ากินได้:)
ผมน่ะเคยดูหนังเรื่อง "JIRO : Dream Of Sushi" มาก่อน และใฝ่ฝันอยากเจอลุงจิโร่แกสักครั้ง แต่ฝันนั้นยังมาไม่ถึงก็มาได้เจอลุงเชฟหน้าตาใจดีผู้เงียบขรึม ยืนคุมตู้วัตถุดิบอยู่ พนักงานในร้านไม่มีใครพูดอังกฤษได้เลย แต่พร้อมสื่อสารกับเราด้วย Talking Dict เขาถามราคาที่เราอยากจ่าย เมื่อเราบอกไปว่าขอจ่ายคนละ 5,000 เยน (มา 5 คน) อาหารก็ลำเลียงออกมาโดยเชฟเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้เราทานอะไรบ้าง?
ร้านนี้ไม่เน้นปลาครับ แต่เน้น "ของแปลกๆ" แบบที่เราไม่ค่อยได้สั่งจากร้านซูชิทั่วๆ ไป มีหอยเม่นรสชาติอึนๆ กับอีกก้อนที่รสชาติคาวมาก วางเรียงต่อกับแผ่นไม้สมุนไพรที่ทานมาการีนมาให้เราแหยะเล่น จากนั้นเบรกลิ้นด้วยไข่หวาน และเมนูชวนสยิวคือ "ซูชิหน้าหญ้า"
ทุกเมนูนั้นแหยะๆ อึนๆ จนมาถึงด่านสุดท้ายคือ "ขนม" เชฟจัดขนมหวานทำจากถั่วเหลืองและเผือกมาคลุกเคล้ากับซุปรสคาวๆ กลับกลายเป็นการชูรสทุกอย่างให้ใจเรากลับมาอยู่ในสภาพที่สบายที่สุด
ผมโค้งคำนับขอบคุณเชฟและกดเครื่อง Talking Dict กลับไปว่า "ผมเคารพคุณครับ"
นับเป็นประสบการณ์การกินที่ยากต่อความเข้าใจ ทั้งต่อตัวเองและต่อตัวเชฟ... สีหน้าเชฟพึงพอใจและโค้งคำนับขอบคุณ... จากลากันไปด้วยการเสียทรัพย์ 25,000 เยน แบบอึนๆ และเดินออกจากร้านด้วยการคุยกับตัวเองอยู่อีกพักใหญ่ๆ
.......................................
(หมายเหตุ 'กิน Sushi ในครั้งที่เหมือนเสพศิลปะปีนบันได!' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์@nuishow)



