บันเทิง

'มิตรภาพยิ่งเก่ายิ่งดี'สานสัมพันธ์20ปี'กรุงเทพ-กรุงปักกิ่ง'

'มิตรภาพยิ่งเก่ายิ่งดี'สานสัมพันธ์20ปี'กรุงเทพ-กรุงปักกิ่ง'

11 พ.ย. 2556

'มิตรภาพ ยิ่งเก่า ยิ่งดี' สานสัมพันธ์ 20 ปี 2 เมืองหลวง 'กรุงเทพ-กรุงปักกิ่ง' : คอลัมน์ กฤษนะทัวร์ยกล้อ โดย... กฤษนะ ละไล


    
          เมื่อวันที่ 23-25 ตุลาคม 2556 ผมได้เดินทางร่วมคณะไปกับผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งนำคณะผู้บริหาร กทม. และทีมนักแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยกว่า 100 ชีวิต เดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศจีน ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ความสัมพันธ์ฉันบ้านพี่เมืองน้องระหว่าง 2 เมืองหลวง คือ กรุงเทพฯ กับกรุงปักกิ่ง โดยงานฉลองความสัมพันธ์ 20 ปี 2 เมืองหลวงในครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่หอสมุดกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางชาวจีน และชาวไทยในปักกิ่งที่มาร่วมชมการแสดงกว่า 1,000 คน
    
          ในระดับชาติ ไทยได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2518 ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ช่วงนั้นจีนตรงกับช่วงปลายสมัยท่านประธาน "เหมา เจ๋อ ตุง” ส่วนความสัมพันธ์ฉันบ้านพี่เมืองน้องระหว่าง 2 เมืองหลวง เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2536 ในสมัย ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้วก็มีการสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน
    
          “การเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 เมืองหลวงให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง 2 เมืองหลวงของทั้ง 2 ประเทศตามมาอีกหลายอย่าง  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว การศึกษา และกีฬา คนจีนชอบไปเที่ยวเมืองไทยมาก และผมก็อยากให้คนไทยมาเที่ยวเมืองจีนเยอะๆ” หวัง อัน ชุน นายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่ง กล่าวอย่างชื่นมื่น พร้อมจับมือผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ที่ได้นำคณะเดินทางมาเยือนทำเนียบนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่ง
    
          ขณะที่ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ บอกว่า กรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของมหาอำนาจจีน และเป็นเมืองใหญ่ระดับโลก  อีกทั้งเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับกรุงเทพฯ มาครบ 20 ปี นับเป็นก้าวที่สำคัญที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 เมืองหลวงนี้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในหลายๆด้าน จากนี้ไป ทั้ง 2 เมืองหลวง จะส่งตัวแทนมาพบปะหารือกันเพื่อจะนำความร่วมมือทางด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว และการศึกษา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงของทั้ง 2 เมืองหลวง ทั้ง 2 ประเทศ
    
          กรุงเทพมหานครได้เริ่มนโยบายกระชับความสัมพันธ์ในแบบ “เมืองพี่เมืองน้อง” (Sister City) กับเมืองสำคัญในภูมิภาคต่างๆ ของโลก มาตั้งแต่ปี 2505 จนถึงปัจจุบัน มีเมืองต่างๆ ทั่วโลกเป็น “เมืองพี่เมืองน้อง” กับกรุงเทพฯ แล้ว จำนวน 25 เมือง จาก 17 ประเทศ เช่น กรุงวอชิงตัน ดีซี (สหรัฐอเมริกา), โซล (เกาหลีใต้), โลซาน (สวิตเซอร์แลนด์), บริสเบน (ออสเตรเลีย), ฮานอย (เวียดนาม), เวียงจันทน์ (ลาว),     อังการา (ตุรกี) เป็นต้น
    
          เสร็จจากงานพิธีการต่างๆ แล้ว ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ก็พาผมออกสำรวจอารยสถาปัตย์ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะที่ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน และด้านหน้าพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามในอดีต อันเป็นสถานที่ที่ท่านประธานเหมาเคยยืนอ่านแถลงการณ์ประกาศสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ในประเทศจีนเมื่อ 64 ปีก่อน
    
          จีนยุคใหม่มีความสนใจในเรื่อง “อารยสถาปัตย์” หรือหลักการออกแบบที่เป็นสากล และเป็นธรรมสำหรับคนทั้งมวล (Universal Design) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในเมืองสำคัญต่างๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น และกว่างโจว โดยเฉพาะเมืองหลวง คือ ปักกิ่ง ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้พิการ และผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น ทางลาดสำหรับผู้ที่นั่งรถเข็นวีลแชร์ มีมากขึ้นตามสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งช็อปปิ้งต่างๆ  แม้แต่ห้องสุขา ที่อดีตเคยเป็นภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของจีน แต่ตอนนี้ ในหลายสถานที่ทั้งของรัฐ และเอกชนได้ทำห้องสุขาที่สวยงาม สะดวก ปลอดภัย และสะอาดมากกว่าสมัยก่อนเยอะ แม้จะยังไม่ทั่วถึงทั้งหมดก็ตามที รวมถึงระบบขนส่งมวลชน อย่างเช่น รถเมล์ในกรุงปักกิ่ง ก็มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถมาใช้บริการได้เหมือนคนปกติทั่วไป เป็นต้น
    
          ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ มองว่า ฟุตบาททางเท้าในกรุงปักกิ่งส่วนใหญ่จะกว้างใหญ่เดินสะดวก และเริ่มมีการทำอารยสถาปัตย์อย่างทั่วถึง มีทางลาดขึ้นลงตามแยกต่างๆ มีทางเดินเบลบล็อกสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่ง กทม.ก็พยายามปรับปรุงฟุตบาททางเท้าให้สะดวก และปลอดภัยทั้ง 50 เขตใน กทม.เช่นกัน เพียงแต่ฟุตบาทบ้านเราอาจจะคับแคบกว่าในปักกิ่ง นอกจากนี้  กทม.ยังได้ดำเนินการเรื่องรถแท็กซี่วีลแชร์สำหรับให้บริการผู้พิการและผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดี จากเดิม 10 คันนำร่อง เรากำลังจะเพิ่มเป็น 20 คันภายในสิ้นปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 100 คันในที่สุด รวมถึงลิฟต์ขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าที่คาราคาซังมาหลายปีก่อนหน้านี้ เราก็กำลังพยายามเร่งติดตั้งให้เสร็จในทุกสถานีในอีกไม่นานนี้ เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ไปสู่มหานครแห่งอาเซียน และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ผู้ป่วยพักฟื้น ในอนาคตก็สามารถมาเที่ยวกรุงเทพฯ ได้โดยสะดวก และปลอดภัย      
    
          “กรุงเทพฯ ได้รับรางวัลในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก” และ “ดีที่สุดที่สุดในเอเชีย” มาแล้วถึง 4 สมัย ล่าสุด ในปีนี้ 2013 นิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา "เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์" (Travel & Leisure) ได้มอบรางวัล The World’s Best Award 2013 แก่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง ด้วยคะแนนโหวตสูงสุด 90.40 จากนักท่องเที่ยวและผู้อ่านนิตยสารดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์เดือนละกว่า 1 ล้านเล่ม” ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ ธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างไทย และจีน ในช่วง 3 ปีมานี้ (พ.ศ.2554-2556) มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดจนน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือในปี 2554 มีคนจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองไทย จำนวน 1,721,247 คน เป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว แต่พอมาปี 2555 ยอดนักท่องเที่ยวชาวจีนก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 2,789,345 คน หรือเพิ่มขึ้นถึง 62% ขณะที่มีคนไทยไปเที่ยวเมืองจีน จำนวน 647,600 คน เมื่อปี 2555 คนจีนช่วยสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวแก่ไทยจำนวนถึง 106,928 ล้านบาท  

          มาถึงปีนี้ 2556 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการรายงานตัวเลขชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทย ในช่วง 9 เดือนแรกของปี (มกราคม-กันยายน) ปรากฏว่า มีคนจีนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยแล้วถึง 3.7 ล้านคน และคาดว่าจะเกิน 4 ล้านคนแน่ในปีนี้  ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของหนังดังเรื่อง LOST IN THAILAND ที่มาถ่ายทำในเมืองไทย (กรุงเทพฯ +เชียงใหม่) และเริ่มออกฉายเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ทำให้คนจีนแห่มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น เพื่อตามรอยในฉากหนังดังเรื่องดังกล่าวกันอย่างเนืองแน่น

          ดังนั้น แม้ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทย-จีน ดูจากตัวเลขสรุปในปี 2555 มูลค่าการค้าของทั้ง 2 ประเทศอยู่ที่ 63,856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท และแม้ว่าจีนจะเป็นตลาดส่งออกสินค้าไทยที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ในโลกก็ตาม แต่ไทยก็ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าจีน จากการส่งออก และนำเข้าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท มีอย่างเดียว ที่เราเอาชนะจีนได้ ในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องการท่องเที่ยว ที่นับวันจะมีอนาคตสดใสมากขึ้น
    
          การเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ ครบรอบ 20 ปี ฉันเมืองพี่เมืองน้อง ระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงปักกิ่งในครั้งนี้ จึงเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “มิตรภาพ ยิ่งเก่า ยิ่งดี” ซึ่งจะมีความหมาย และความสำคัญยิ่ง ต่อความร่วมมือกันทางด้านต่างๆ ระหว่าง 2 เมืองหลวง และระหว่าง 2 ประเทศในท้ายที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวไทย-จีน ที่กำลังเบ่งบาน และงอกงามอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

.......................................
(หมายเหตุ 'มิตรภาพ ยิ่งเก่า ยิ่งดี' สานสัมพันธ์ 20 ปี 2 เมืองหลวง 'กรุงเทพ-กรุงปักกิ่ง' : คอลัมน์ กฤษนะทัวร์ยกล้อ โดย... กฤษนะ ละไล)