บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ภูมิต้านทาน'

เล่นหูเล่นตา:'ภูมิต้านทาน'

04 พ.ย. 2556

'ภูมิต้านทาน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม



�� �
��������� การดำรงซึ่งความดีให้คงอยู่ในแต่ละวันของชีวิตเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง... ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ "ต้นทุนบุญ" ที่ติดตัวมาแต่เกิด อย่างที่เคยบอกไว้... แบบ "วันเฉลิม" ลูกอีลำยองในทองเนื้อเก้านั่นแหละ ไอ้วันมันมีต้นทุนบุญติดตัวมามากไม่ว่าจะเกิดจากแม่แบบไหน ถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมเช่นไร ก็ยังคงเป็นคนดีอยู่ตลอดไป เป็นทองเนื้อเก้าที่ไม่แพ้ไฟ ไม่พ่ายแพ้ต่อความชั่วอันเป็นสิ่งเร้ารอบตัว...
�� �
��������� นานๆ จะเห็นละครสอนให้คนยึดมั่นในความดีและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตัปปะ) ที่แสดงโดยเด็กตัวน้อยน่ารักน่าสงสาร มันก็ทำให้ได้คิดถึงความดีที่มีอยู่ในตัวว่ามันยังอยู่ดีไหม เราได้ต่อยอดมันออกไปหรือไม่... ฉันยังคงเห็นข้อดีและความดีงามมากมายในละครของบ้านเรา มันอาจจะดูชักช้าไม่ทันใจ ไม่เหมือนดูอะไรแปลกใหม่ในโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในความชักช้านั้นก็ช้าพอที่จะทำให้เรา "ฉุกคิด" ไม่ใช่แค่ดูพอผาดๆ แล้วผ่านไปแค่ให้ได้ชื่อว่า "ทันโลก" แต่ไม่ทัน "ความคิดตัวเอง"...

��������� ในยุคที่คนเราช่างสนอกสนใจในเรื่องราวของคนอื่นจนไม่ค่อยมีเวลาสนใจจะซักฟอกหรือขัดเกลาจิตใจตนเองสักเท่าไหร่ มีแต่ผู้คนที่เอาตัวเองเป็นใหญ่จับจ้อง จับผิด และตัดสินเรื่องราวและผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองอยู่ร่ำไป เราจึงมักจะได้ยินคำตำหนิติเตียนก่นด่า และย่ำยีมากกว่าชื่นชม หรือเชิดชูความดีใดๆ ในจิตใจของผู้คนในยุคสมัยที่โลกดิจิตอลนำพาเราเข้าสู่โลกแห่งการสมมุติมากขึ้นทุกวัน หากมีใครชมใครก็มักจะมีคำพูดตามมาว่า "ชมเว่อร์" แต่ไม่เคยมีเคยบอกว่า "ด่าเว่อร์" ฉันยังคงชื่นชมและขอบคุณ "พี่ต๋อย ไตรภพ" ผู้ที่ชื่นชมในความดีงามที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกผู้ทุกคน นั่นสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองคนและมองโลกอย่างใจกว้างและให้โอกาส

��������� มีคำพูดของฝรั่งบอกไว้ว่า "ขณะที่คุณกำลังวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินคนอื่น ขณะนั้นคุณกำลังให้นิยามตัวคุณเอง" ความคิดที่เราแสดงออกไปต่อสิ่งต่างๆ มันให้คำจำกัดความเราว่า เรามองโลกในแง่ร้าย มีปมด้อย และบ้าอำนาจแค่ไหนในการที่จะตัดสินการกระทำหรือคำพูดของใครไปในทางลบหรือในทางเลวร้าย... ในโลกที่แคบลงทุกวัน (จิตใจ) ผู้คนกระเสือกกระสน ต่อสู้ดิ้นรน และเบียดเบียนกันมากขึ้นๆ ทุกๆ วันนี้เช่นนี้ คนเราต้องการกำลังใจ ต้องการโอกาส ต้องการให้คนอื่นเห็นสิ่งดีงามที่มีอยู่ในตัว ทุกครั้งที่พี่ต๋อยชื่นชมใครฉันรู้สึกว่านั่นคือ "บุญ" อย่างหนึ่ง การทำให้คนเราเชื่อมั่นในความดีที่มีอยู่ในตัวมันจะช่วยส่งเสริมให้สิ่งนั้นเจริญงอกงามและแตกยอดออกไป เป็นการเพาะบ่มและเผยแพร่ความดีให้คนเรายังคงเชื่ออยู่ในใจลึกๆ เสมอว่า "ทำดีได้ดี" แม้ใครไม่เห็นแต่เราเห็น! และเมื่อมีคนเห็นและชื่นชมนั่นคือการสนับสนุนความดีให้คงอยู่ตลอดไป

��������� “จับหาแต่จุดผิด คิดหาแต่จุดด้อย แล้วเมื่อไหร่จะเจอจุดที่ดี" ข้อความใน ig ของ @amimaam คือข้อความที่เป็นนิยามของคนส่วนหนึ่งในโลกอินเทอร์เน็ตที่มักจับจ้อง จับผิด แต่ไม่ค่อยคิดหาสิ่งดีๆ เพื่อให้กำลังใจคนที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน โชคดีที่ฉันไม่จัดเป็นประชากรในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมีแต่ ig ไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่เล่นไลน์ หรืออะไรใดๆ ทั้งสิ้น ฉันชอบการพูดคุยกันผ่านเสียง ได้เห็นสีหน้าสายตาของคนที่ฉันกำลังปฏิสัมพันธ์ด้วยมากกว่าพูดคุยผ่านชื่อที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งให้ เพราะนั่นมันทำให้ฉันต้องใช้สมองและความคิดมากเกินไปกว่าจะคัดกรองผู้คนเข้ามาในชีวิต บางทีการใช้ชีวิตแบบอนาล็อก ช้าบ้าง เร็วบ้าง ผิดพลาดบ้างแบบนี้มันก็ดีที่ทำให้เรายังรู้ตัวอยู่เสมอว่า เราคือมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือดีงามตามแบบฉบับใดๆ ไม่ได้ตัดสินใครและไม่ถูกตัดสินจากใคร เป็นเพียงคนที่เรียนรู้ชีวิตและผิดถูกเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย และยิ่งการเป็นบุคคลสาธารณะนั้นยิ่งมีข้อจำกัดของภาพ เสียง และข้อความ ฯลฯ มันทำให้ฉันไม่สามารถพูดและแสดงออกในสิ่งที่คิดได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้กลัวใครจะตั้งกระทู้ด่าเพราะคนเหล่านั้น "ไร้ความหมาย" ไม่ได้ทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้สั่นสะเทือนต้นทุนความดีที่ฉันมีอยู่ และไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความจริงที่ฉันอยู่ สิ่งที่ฉันกลัวก็คือ กลัวคนเสียใจและฉันจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต (เหมือนที่ฉันไม่เคยกลัวพ่อแม่ด่าหรือตีในตอนเด็ก แต่ฉันกลัวพ่อแม่เสียใจ)
�� �
��������� การเป็นบุคคลสาธารณะนั้น นอกจากต้องยึดมั่นในต้นทุนความดีของตัวเองเอาไว้แล้ว ยังต้องมีภูมิต้านทานต่อความเลวร้ายมากมายที่มาตกกระทบ... และในบางทีความดีก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นภูมิต้านทาน ความดีเป็นได้แค่ "ภูมิคุ้มกัน" ไม่ให้เราหลงหรือตกเป็นเหยื่อของชื่อเสียง พูดง่ายๆ คือไม่หลงตัวเอง ยังคงถ่อมเนื้อถ่อมตัว และยอมแพ้ได้ (ในบางครั้ง) สิ่งที่จะสร้างภูมิต้านทานได้นั้นต้องทนทานต่อความเลว ความชั่ว ความไร้เหตุผลได้เป็นอย่างดี... ใ

��������� นความคิดของฉัน คือ "ต้นทุนความร้ายกาจในตัว" เหมือนการนำเอาพิษงูมาทำเซรุ่มนั่นไง หมองูที่ถูกงูกัดบ่อยๆ เข้าถ้าไม่ตายก็จะมีภูมิต้านทาน ถ้าพิษน้อยๆ กัดเข้าก็ไม่ถึงตาย เช่นกัน การฝ่ากระแสความเลวอันเชี่ยวกรากมาได้นั้น คนๆ นั้นก็คงไม่มีเพียงแค่ความดีอย่างเดียว มันคงต้องร้ายอยู่พอสมควร ของแบบนี้มันก็ต้องแลกกัน คนอื่นอาจอยู่ในสวนดอกไม้ แต่ที่ฉันต้องเจอคือ "สวนงู" ไม่ผิดหรอกถ้าบางทีฉันจะกลายเป็นหมองูหรือพังพอนตัวอ้วนที่งูเห่ายังทำอะไรไม่ได้ (เพราะฉันเห่าเก่งกว่า) ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น แต่ถ้าอ่อนแอกว่านี้ฉันก็คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีแรงต่อสู้ต้านทาน... ฉันเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการร้องเพลง ต่อให้มีคนเกลียด คนจ้องจับผิดแค่ไหน ฉันก็ต้องยืนอยู่ต่อไปให้ได้ ถ้าฉันตายเพราะความเกลียดของคน ครอบครัวฉันคงต้องตายตามไปด้วย (มันควรมั้ย?) ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถอ่อนแอได้แม้แต่นาทีเดียว... เส้นทางชีวิตนี้ฉันไม่ได้เป็นคนเลือก มันถูกขีดไว้แบบนี้ด้วยบุญกรรม สิ่งที่ฉันทำได้คือ สร้างสมดุลระหว่างความดีกับความเลวของตัวเองให้ได้ พอๆ กับสร้างภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานในตัวเอง... ที่สุดแล้ว ฉันก็ยังเชื่อว่า ความดีชนะ "ทุกสิ่ง" แต่อาจใช้ไม่ได้กับ "ทุกคน"!!

.......................................
(หมายเหตุ 'ภูมิต้านทาน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม )